เที่ยวรอบโลก

posted on 15 Dec 2009 07:38 by pornpatr in 3

 


             ทริปนี้เป็นการเดินทางรอบโลกค่ะ  ฟังว่า เที่ยวรอบโลก  เป็นใครก็คงร้อง  โอ้โห อะไรมันจะขนาดนั้น  แต่จริง ๆ แล้ว  เหตุผลหลักของเราก็คือต้องการประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน อันนี้เป็นความรู้ใหม่สำหรับฉันเลย ถ้าเรามีความจำเป็นต้องเดินทางไปหลาย ๆ ที่  วิธีที่ประหยัดที่สุด ก็คือ การบินรอบโลก  เพราะทุกสายการบินมีการรวมกลุ่มกัน เช่นสตาร์อะไลแอนซ์  (Star Alliances)ประกอบด้วย การบินไทย, United Airlines, ANA, Lufthansa,  และอื่น ๆ  หรือ วันเวิร์ลด (One World) ประกอบด้วย Northwest, Qantas,British Airways,  และอื่น ๆ  การรวมกลุ่มกันของสายการบิน สามารถทำให้เราเลือกเดินทางไปในแต่ละเมืองได้ทั่วโลกโดยประหยัดค่าตั๋วเครื่องบินได้มาก  และสามารถสะสมไมล์ได้อีกค่ะ ข้อจำกัดของการเลือกเดินทางแบบนี้ก็คือ  คุณต้องเดินทางไม่น้อยกว่า 10 วัน  แวะพักค้างคืนไม่น้อยกว่า 3 ที่แต่ไม่เกิน 15 ที่  จำนวนไมล์เดินทางทั้งหมดไม่เกิน 29,000ไมล์ และไม่ย้อนกลับไปยังจุดเดิม (โดยแต่ละกลุ่มสายการบิน ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย  ลองสอบถามรายละเอียดดูอีกทีนะคะ)  อีกเหตุผลหนึ่งที่รองลงมาก็คือ  ประหยัดเวลาในการบิน การบินไปในทิศทางที่โลกหมุนรอบตัวเอง  (หันหน้าเข้าประเทศไทยแล้วบินไปทางขวา)  จะทำให้ขาไปเกิดลมส่งท้ายช่วย  ในขณะที่ขากลับ  จะเกิดลมปะทะทำให้ชั่วโมงการบินต่างกัน2-3 ชั่วโมง  โดยเฉพาะหน้าหนาวค่ะ  เพราะลมจะแรงกว่าหน้าอื่น ๆ  เพราะฉะนั้น  การบินรอบโลก ทำให้เราไม่ได้บินทวนลมเลย ก็จะใช้เวลาบินที่ลดลง (ขอขอบคุณพี่เอ๋ย นักบินคนเก่ง สำหรับข้อมูลทางเทคนิคอันนี้นะคะ) และเหตุผลสุดท้ายเป็นเหตุผลส่วนตัวค่ะ คือ  พี่แก้วอยากไปแวะเที่ยว บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่าด้วย  ประเทศนี้ไกลจากประเทศไทยมาก  อยู่ถึงทวีปอเมริกาใต้  แต่ไหน ๆเราก็ต้องไปประเทศอเมริกาอยู่แล้ว การแวะไปเที่ยว บัวโนสไอเรส ก็ทำให้ไปได้สะดวกขึ้น

พฤหัสที่5 – ศุกร์ 6 มีนาคม 2552

            เอาล่ะค่ะ  เรามาเริ่มต้นเดินทางกันเลยดีกว่า  เราแวะ โตเกียว ญี่ปุ่น 1 คืน  เพราะเดินทางไปอเมริกาใช้เวลานาน  แวะเดินเล่นที่ญี่ปุ่นก่อน  ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกัน เราทั้งสองคนชอบญี่ปุ่นอยู่แล้วก็เลยไม่มีปัญหาค่ะ  แต่จริง ๆ แล้ว  พี่แก้วอยากจะแวะที่ไหน  ฉันก็ไม่เคยมีปัญหาหรอก  ฉันออกจะเป็นผู้ตามที่ดี (^^) อากาศที่ญี่ปุ่นหน้านี้ค่อนข้างหนาวเหมือนกัน  ประมาณ 10 องศา และมีฝนนิดหน่อย เราพักกันที่โรงแรมอิมพีเรียลเหมือนเคย  เพราะมีเวลาคืนเดียว เดินเล่น ทานของอร่อยแถวกินซ่าก็พอแล้ว  แต่หนนี้ เราได้ห้องพักที่อยู่ตึกหลัง ทำให้ขลุกขลักนิดหน่อยเวลาออกและกลับเข้าห้อง  ต้องเดินไกล ห้องก็ค่อนข้างเก่า แต่พักคืนเดียวก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ หลังจากเช็คอิน ทานอาหารเช้า อาบน้ำและเผลอหลับไปหน่อย  ก็ออกมาทานอาหารเที่ยงกันที่ มิโดริซูชิร้านใกล้ ๆ โรงแรม  เพราะฝนตกพรำ ๆหรือไงไม่ทราบ  เลยไม่มีคิวค่ะ  โชคดีจัง  เราได้นั่งตรงเคาน์เตอร์ด้วย  ได้เห็นพ่อครัวทำอาหารอยู่ตรงหน้า  พอใครสั่งอะไรแปลก ๆ น่าทาน  เราก็สั่งเลียนแบบได้ง่าย ๆ  ถ้านั่งโต๊ะก็ต้องสั่งแต่ที่มีอยู่ในเมนูเท่านั้น  เนื่องจากพูดญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง  เราทานกันได้นิดหน่อยเอง  คงเพราะเพิ่งตื่น  สั่งโอโทโร ซาชิมิ  และซูชิ 2-3 คำ  พี่แก้วสั่งปูย่างมา 2 ขา  ปูหน้าหนาวนี่อร่อยมากค่ะ  ถ้าได้น้ำจิ้มแซ่บของไทยด้วย  ฉันคงทานได้ไม่ยั้ง  เสร็จจากมิโดริ  ฉันก็แวะ ร้าน Gap ตามเคย  ชอบ Gap ที่ญี่ปุ่นค่ะ สไตล์เสื้อผ้าดูแตกต่างจากอเมริกาเยอะ  แต่เพราะหนนี้ ฉันได้แวะร้าน Gap ที่อเมริกาด้วย  ทำให้มีข้อสังเกตใหม่  คอยติดตามต่อไปนะคะ  มาญี่ปุ่นครั้งนี้ เราตั้งใจจะมาซื้อกระเป๋าเดินทางใหม่ด้วยค่ะ  ใบเก่าของพี่แก้วพังไปแล้ว  เพราะถูกงัดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สนามบินหลังจากกลับจากอเมริกาครั้งที่แล้ว  ไม่สามารถซ่อมได้เลย  ตอนจะยกกระเป๋าลงจากสายพาน  ฉันแทบช็อกเมื่อเห็นสภาพกระเป๋า  เพราะที่ล็อกพังแบบชนิดไม่สามารถซ่อมได้  กระเป๋าถูกพันเทปแทนการล็อก  มีสติกเกอร์ปิดอยู่  อธิบายถึงสาเหตุความจำเป็นที่ต้องงัดเปิด  แต่ก็ไม่มีอะไรสูญหาย  เราไม่ได้เคลมค่ากระเป๋า  เพราะไม่รู้จะไปเคลมกับใครดี  เราแวะที่ห้าง มิซุโกชิ  เพื่อซื้อกระเป๋าเดินทาง  ยี่ห้อแซมโซไนท์ (Samsonite)  นอกจากเรื่องความทนทานที่ใคร ๆก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แซมโซไนท์ของญี่ปุ่นจะมีลักษณะพิเศษคือ มี 4 ล้อ  จากที่กระเป๋าเดินทางปกติมีแค่ 2 ล้อ  4 ล้อทำให้ลากง่ายขึ้นช่วยผ่อนแรงได้ดี  รุ่นใหม่นี้ดีมากๆ เลยค่ะ  ชื่อรุ่น Pixelcube  น้ำหนักเบา ประมาณ 5กิโลกรัมเห็นจะได้ ทำจากโพลีคาร์โบเนท (Polycarbonate) และมีระบบล็อก TSA(เป็นระบบที่เจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยที่สนามบินในอเมริกามีกุญแจเปิดได้  ถ้ามีข้อสงสัย)  ตัวกระเป๋ามีลักษณะลวดลายกลม ๆ เล็ก ๆบุ๋มลงไปเต็มทั้งสองข้างของกระเป๋า ฉันมองว่าน่ารักดี  แต่มันมีประโยชน์มากกว่าความสวยงาม เพราะเค้าออกแบบมาให้คุณสามารถนำสติ๊กเกอร์กลมที่เค้าให้มา 3 สี  ตกแต่งกระเป๋าให้เป็นตามลายที่คุณต้องการ  และให้แตกต่างจากคนอื่น เพื่อความสะดวกในการจดจำกระเป๋าตัวเอง  นี่แหละค่ะ  คือข้อแตกต่างของญี่ปุ่น  เค้าเป็นชาติที่ช่างคิดจริง ๆ  ทริปนี้  ฉันได้ไปหลายที่แต่ก็ไม่เห็นที่ไหนนำกระเป๋ารุ่นนี้มาขาย  คงหาซื้อได้แต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น  พอได้กระเป๋าแล้ว  ก็ตั้งใจจะนำมาเก็บที่โรงแรมก่อน  ระหว่างทางกลับโรงแรม  เราผ่านร้านนึง  ฉันจำชื่อร้านไม่ได้  ปกติถ้าพี่แก้วทำงาน  ฉันจะแวะมานั่งร้านนี้ประจำ เป็นร้านที่มีบรรยากาศเหมือนคาเฟ่ในฝรั่งเศสค่ะ  เมนูมีแต่ภาษาญี่ปุ่น และฝรั่งเศส  ฝนตกพรำ ๆฉันเลยชวนพี่แก้วนั่งทานกาแฟ ดูฝน ทำโรแมนติกก่อนกลับโรงแรม  คนเสริฟก็มีคนฝรั่งเศสด้วยนะคะ  คงเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน  ฝึกงาน  ยังดูเด็ก ๆ อยู่ หล่อเชียว  มื้อเย็นวันนี้ พี่แก้วเลือกยาคินิคุค่ะ เป็นร้านเนื้อย่างชื่อ Korean Diner อยู่บนถนนกินซ่านี่แหละ  ความอร่อยไม่ต้องบรรยาย  เนื้อที่ญี่ปุ่นนี่สุดยอดอยู่แล้ว  พี่แก้วเล่าว่า  แต่เดิมญี่ปุ่นไม่ทานเนื้อวัวหรอกค่ะ  เค้าทานแต่อาหารทะเล  เพราะพื้นที่เป็นเกาะ  อาหารทะเลหาง่าย  ส่วนพวกวัวควายจะเป็นสัตว์ที่มีไว้ทำนามากกว่า จนเมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้วนั่นแหล่ะ  ถึงได้เริ่มทานเนื้อสัตว์อื่นมากขึ้น  เนื้อย่างจำพวกยาคินิคุ ญี่ปุ่นก็ได้วัฒนธรรมมาจากประเทศเกาหลี  แต่ด้วยความที่เป็นประเทศช่างกิน ละเอียดอ่อน  มีการคิดค้นพัฒนา ทำให้ญี่ปุ่นสามารถปรับปรุงพันธ์ุวัวเนื้อให้มีคุณภาพโดดเด่น อย่างเช่นที่พวกเรารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เช่น เนื้อมัตซึซากะ วากิว  แต่จริง ๆ แล้วจะมีเนื้อวัวจากเมืองต่างๆ ที่มีรสชาติเฉพาะตัวอีกนะคะ เวลาดูรายการพากินพาเที่ยวของญี่ปุ่นแล้ว  จะเห็นแต่ละร้านเค้าจะเจาะจงเลยว่า  ร้านเค้าต้องเนื้อวัวจากเมืองนู้น เมืองนี้เท่านั้น  เอาล่ะค่ะ  ออกจากร้านแล้วเราสองคนก็เดินย่อยอาหารกลับโรงแรมกัน  ถึงห้องพี่แก้วก็งีบ  ส่วนฉันนั่งอ่านหนังสือซักพัก แล้วก็ปลุกพี่แก้วลงมานั่งทานกาแฟกับขนมเค้กที่ล้อบบี้โรงแรม  ฉันสั่งมองบลังก์เค้กค่ะ  เป็นเค้กเกาลัด  อร่อยมาก  ได้ทานขนมอร่อย ๆ ค่อยขึ้นนอนสบายใจหน่อย 

เสาร์7 มีนาคม 2552

            ตื่นมาสายมากแล้ว  เลยทานเช้าควบเที่ยงไปเลย  เราไปร้าน ซาคุโระ  พี่แก้วสั่งสุกี้ยากี้เนื้อ ส่วนฉันสั่งอาหารชุดสำหรับมื้อเที่ยง  เป็นหมูผัดขิง รสชาติกลมกล่อม อาจจะรสอ่อนกว่าหมูผัดขิงของไทยเราหน่อย  แต่ก็อร่อยไม่แพ้กันเลย เสริฟพร้อมสลัด ข้าว และซุป จากนั้นเราก็เดินเล่นบนถนนกินซ่า บ่ายวันเสาร์อย่างนี้ กินซ่าปิดเป็นถนนคนเดินค่ะ คนออกมาเดินเล่น นั่งเล่นกันเต็มไปหมด  เราแวะไปนั่งทานกาแฟที่ ร้าน Gucci Café  ร้านอยู่บนชั้น 4 ของร้านกุซซี่  ตรงถนนกินซ่า แยกหอนาฬิกา  ร้านสวยเก๋  ถือเป็นการอัพเดตร้านใหม่ ๆ ของเราค่ะ  ต้องขอขอบคุณพี่หนู 124ที่ส่งลิงค์มาให้ดูก่อนออกเดินทาง ทานเสร็จก็ต้องรีบจ้ำกลับโรงแรม ขึ้นรถบัสไปสนามบิน เรากำลังจะไป เมืองลอส แองเจลลิส ประเทศอเมริกา แต่ก่อนไป  ขอแนะนำร้านน่ารักๆ ที่สนามบินนาริตะนิดนึง หลังจากเช็คอินเส