Photobucket

การเดินทางครั้งนี้ของเราไปญี่ปุ่นค่ะ  เป็นการเดินทางท่องเที่ยวประจำปีกับเพื่อน ๆ ของพี่แก้ว  ไม่ได้ไปทำงานเหมือนทุกที  เราออกเดินทางวันเสาร์ตอนเช้า  เพื่อไปถึงญี่ปุ่นตอนบ่ายจะได้ไม่เหนื่อยมาก  และเช็คอินเข้าโรงแรมได้ทันที  ด้วยความที่ทริปนี้เป็นทริปที่เรามีเด็กมาด้วยทำให้เราแพลนการเดินทางแบบสบาย ๆ ไม่มีโปรแกรมจนเต็มเหยียด เน้นอาหารอร่อย เที่ยวสบาย ดูธรรมชาติ ใบไม้เปลี่ยนสี   และเฮกับเพื่อน ๆ เท่านั้น  โปรแกรมคร่าว ๆ ของเราเป็นดังนี้ค่ะ  อยู่กินเที่ยวโตเกียว 2 วันก่อนนั่งรถไฟไปเมืองคารุยซาว่า Karuizawa เมืองเล็ก ๆ (มี outlet ด้วยจ้า) ใกล้โตเกียวแบบไปเช้า-เย็นกลับ  แล้ววันรุ่งขึ้นก็บินไปอาโอโมริ Aomori (Tohoku Region) ขับรถล่องใต้ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงเซนได แล้วก็นั่งรถไฟชิงคังเซนกลับโตเกียว  แวะช้อปปิ้งเก็บตกของฝากต่าง ๆ ก่อนบินกลับเมืองไทยในวันอาทิตย์บ่ายถัดไป 

     โชคไม่ค่อยดีค่ะ  ฝนตกระหว่างอยู่โตเกียวบ้าง  แต่อากาศก็กำลังสบายไม่หนาวเลย  แถมคนมาจากเมืองร้อนอย่างเรา  ชอบอากาศเย็นหน่อย ๆ เพราะสบายตัวดี  เราพักกันที่โรงแรม อิมพีเรียล (Imperial Hotel) ใกล้ ๆ ย่านกินซ่าเพื่อสะดวกในการช็อปปิ้ง โดยได้รับความช่วยเหลือในการจองห้องพักจากพี่เมี๊ยวทำงานในสถานทูตไทยที่โตเกียวนี่แหละค่ะ  โดยส่วนตัว ฉันชอบโรงแรมนี้มากค่ะ  เพราะถ้าพี่แก้วทำงานหลาย ๆ วันและอาจจะมีกลับดึกด้วยในบางคืน  เนื่องจากญี่ปุ่นเค้ามีเลี้ยงรับรองรอบดึก  ฉันต้องเดินเล่น ทานข้าวคนเดียว  ถนนกินซ่ามีอะไรให้เดินเยอะ สนุก ไม่เบื่อ  มีร้านกาแฟให้นั่งเล่น ดูคน อ่านหนังสือระหว่างรอ โรงแรมสะอาดปลอดภัย  และที่สำคัญ ก็องเซียจ(concierge) ที่นี่ดีมาก พูดภาษาอังกฤษได้และแนะนำร้านได้อย่างใจต้องการ  ครั้งนี้ก็เช่นกัน  เราใช้บริการของก็องเชียจในการจองร้านอาหารดัง ๆ ที่คิวแน่นมากทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคิวรอ  มื้อแรกของเราที่โตเกียวคือร้านโทริกิน Torigin ร้านนี้ไม่รับจองค่ะ  ต้องไปเข้าคิวประมาณว่า first come first serve เป็นร้านขายเทอริยากิ  ไก่ย่างเสียบไม้  มีทุกส่วนของไก่เลยค่ะ  ตั้งแต่ ส่วนเนื้อ ปีก ตับ หัวใจย่างมาได้พอดี กลิ่นหอมฟุ้ง  เนื้อไม่แห้งหรือแข็งเลย มีรสมีชาติมาก  ท่ีไม่ควรพลาดคือ ข้าวอบหม้อดินค่ะ  ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหน้าเห็ด หน่อไม้  หรือรวมมิตร  เป็นสไตล์แบบเกียวโต ซึ่งการนึ่งข้าวในหม้อแบบนี้ทำให้ได้คุณค่าอาหารทางโภชนาการครบถ้วน  และที่สำคัญอร่อยมากค่ะ กลิ่นข้าวหอมพร้อมเครื่องต่าง ๆ สำหรับคนชอบอาหารสุขภาพไม่ควรพลาดจริง ๆ  อร่อยแบบยั้งไม่อยู่  จากนั้น  เราก็ไปเดินเล่นบนถนนกินซ่า  มีร้านเปิดอยู่บ้างค่ะ เช่น ร้านยูนิคิวโละ (Uniqlo) เป็นร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่น  พี่แก้วเล่าประวัติให้ฟังว่า Uniqlo มาจากคำว่า  Unicloth  โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตเสื้อผ้าทั้งสำหรับผู้หญิง  และผู้ชาย  โดยมีคุณภาพดี ดีไซน์สวย  และราคาไม่แพง  ด้วยความที่เป็นคนเลือกนาน  มัวแต่เล็งไว้ก่อนเลยยังไม่ได้อะไร  ระหว่างเดินกลับโรงแรม  ผ่านร้านขายเครื่องสำอางค์ ของจิปาถะต่าง ๆ  ร้านแบบนี้ถือเป็นร้านโปรดของฉันเลยค่ะ  เพราะจะมีของแปลก ๆ ให้ชมและเลือกซื้อเยอะมาก น่าเสียดายที่ฉันอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ไม่รู้ว่าสินค้าเหล่านั้นคืออะไรบ้าง  ได้แต่ดูรูปแล้วก็เดาเอา  แต่ก็ดีไปอย่างค่ะ ไม่งั้นคงเสียเงินเยอะกว่านี้ ฉันชอบเลือกซื้อมาสคาร่า อายไลน์เนอร์ โลชั่น  ซื้อมาลองเองบ้าง ฝากเพื่อน ๆ บ้าง  สนุกตรงที่สินค้ามันเยอะมาก  ซื้อพอหอมปากหอมคอก่อนกลับโรงแรม

  วันอาทิตย์ที่กินซ่า  เป็นอะไรที่ไม่ควรพลาดนะคะ  เพราะเค้าจะปิดถนนเพื่อเป็นถนนคนเดิน  ทางการทำงานเร็วมาก  พอกั้นปิดถนนปุ๊บ  เค้าก็นำเก้าอี้ ร่ม มาวางไว้เป็นระยะ ๆ ให้คนได้นั่งพักผ่อนกันกลางถนน  เค้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก รวดเร็ว  และเป็นระเบียบ  หลังจากมื้อเที่ยงที่ เทนอิจิ  ร้านเทมปุระสุดดังที่มีบุคคลสำคัญ ๆ ระดับโลก เช่น บิลคลินตัน มิคาอิล กอร์บาชอฟ เนลสัน เมนเดล่า และ ฯลฯ มาเยือน  โดยเค้าจะทอดให้เราทานทีละชิ้น ทีละชิ้นเพื่อจะได้เทมปุระที่กรอบและสด ไม่อมน้ำมันเหมือนร้านอื่น วิธีการทานก็แตกต่างจากที่เคยทานที่เมืองไทย  โดยที่นี่จะบีบมะนาวแล้วก็จิ้มเกลือ เพื่อให้เราได้รับรู้รสชาติ และความสดของวัตถุดิบอย่างแท้จริง ก็อร่อยไปอีกแบบค่ะ  ส่วนของหวานก็คือ เมลอน ขึ้นชื่อว่า เมลอนของญี่ปุ่นแล้ว หวาน หอมจริง ๆ หลังจากอิ่มของทอดมาแล้ว ได้ทานเมลอนทำให้สดชื่นแก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดีเชียวค่ะ  เราก็เดินเล่นดูผู้คนแอบบวกช็อปปิ้งเล็กน้อยตามทางบนถนนกินซ่า คนญี่ปุ่นนี่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความอดทน และการรอ  คิวเข้าร้านแต่ละร้านยาวมากจริง ๆ ค่ะ  อย่างร้าน H&M ร้านเสื้อผ้าดังจากสวีเดน  คิวยาวประมาณ 2 บล็อกถนน  ผู้คนรอเข้าไปซื้อ  ฉันเดาว่าคงเป็น flagship store  และเพิ่งเปิดได้ไม่นาน  คนเลยเข้าคิวขนาดนี้  กว่าจะได้เข้า ไซส์คงจะหาไม่ได้แล้ว เราเดินเข้าร้านนูู้น ออกร้านนี้เป็นที่สนุกสนาน อัพเดตเทรนด์ไปในตัวค่ะ  และร้านที่พี่แก้วไม่มีวันพลาดคือร้านอีโนเทก้า Enoteca ใกล้กับตึก กินซ่า คอร์ Ginza Core เป็นร้านขายไวน์  สำหรับคนรักไวน์ไม่ควรพลาด เพราะราคาไวน์ที่ญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างสมเหตุสมผลและมีไซส์เล็ก (ครึ่งขวด) ให้เลือกเยอะทีเดียว  ส่วนพวกเราที่เหลือก็มานั่งพักเท้าอยู่ร้านติดกัน  เป็นร้านขายขนมญี่ปุ่น  ประเภทถั่วแดงกวน  และผลไม้หั่นชิ้นเล็ก ๆ ทานกับไอศกรีม  อร่อยใช้ได้  ฉันเลือกดื่มชาเขียวใส่นม  เนื่องจากยังอิ่มจากมื้อกลางวันสุดๆ  ชาเขียวอร่อยค่ะ  ขมนิด ๆ ไม่หวานมาก  หอมมัน 

สำหรับคนที่ชอบอัพเดตร้านสวย ๆ  ขอแนะนำร้าน Shisedo ไม่ใช่ร้านขายเครื่องสำอางค์นะคะ แต่ขายขนมจำพวก เค้ก พายต่าง ๆ และช็อกโกแลต ภายในร้านชั้นล่างจัดแต่งอย่างสวยงาม  รวมทั้งขนมก็หน้าตาสวยงามด้วย  ให้ซื้อกลับได้เท่านั้น  ถ้าอยากนั่งทานก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด  ประมาณว่า ทานขนมไป ชมวิวไป  ร้านซวาล้อฟสกี้  เพ่ิงรีโนเวทไปไม่นาน  โดยนำคริสตัลมาประดับหน้าร้านเป็นแท่ง ๆ คล้ายแท่งน้ำแข็งคริสตัล รวมถึงพื้นหน้าร้านส่งประกายวิบวับเหมือนมีเพชรแทรกตามทางเดิน  หรูหราไม่ใช่น้อย อืมมม  มีร้านอะไรอีกล่ะ  ขอแนะนำอีกร้านก็แล้วกันนะคะ  ร้านชาแนลค่ะ  ยิ่งถ้าไปตอนกลางคืนก็จะย่ิงสวย  เพราะหน้าร้านจะเป็นจอภาพทั้งหมด  เล่นไฟกันแบบไม่ต้องประหยัดไฟเบอร์ 5 กันเลย  ส่วนร้านที่ฉันเข้าไปช็อปและได้ของติดไม้ติดมือมา คือ ร้านขายของเล่น Hakuninkan Toy Park  โอ้โห  สนุกมากเลยค่ะ  ทั้งตึกขายแต่ของเล่น สินค้าแปลก ๆ เช่น ถั่วอาเดมาเมะบอกอารมณ์  สินค้าที่เน้นดีไซน์ ตุ๊กตาคิตตี้  เกมส์ต่าง ๆ  ฉันกับพี่แก้ว ขึ้นไปเล่นแข่งรถบนราง คนละ 300 เยน สนุกมากค่ะ  เล่นง่าย  แค่กดคันเร่ง  และเบาลงเวลาเข้าโค้ง เพื่อไม่ให้หลุดโค้งประมาณ 5 นาทีเป็นที่สนุกสนานกัน  คลายเครียดดี  ขำ ฮากันไปตามเรื่อง พอเสร็จจากร้านนี้  พี่เอ๋พี่ปอง และน้องโมจิวัย 5 ขวบของเราขอพักกลับโรงแรมก่อนจะทานข้าวเย็น  ส่วนฉันและพี่แก้วก็เดินต่อค่ะ เราแวะห้างมัตซึยะ Matsuya เพื่อเช็คผลไม้และอาหารสดที่จะเตรียมซื้อกลับเมืองไทย  ผลไม้หน้านี้คือ ส้ม  และลูกพลับ  ฉันลองซื้อส้มมาชิมดู 6 ลูก 1000 เยน (คิดดูซิคะ  ลูกละ 50กว่าบาท)  แต่อร่อยมากรสจัดหวานอมเปรี้ยว  กากไม่หนาหรือขม ไม่มีเม็ดให้รำคาญใจ  จากนั้น  ก็ถึงร้านโปรดในดวงใจของฉันแล้วคือ อิโตยะ Itoya เป็นร้านเครื่องเขียนค่ะ ทั้งหมดมี 7 ชั้น  แบ่งเป็น กระดาษเขียนจดหมายปากกา สมุดโน๊ต ปฎิทิน สี พู่กัน ทุก ๆ อย่าง  เดินแล้วมีความสุขแต่ยังไม่ทันได้ของที่ต้องการ พี่แก้วก็บอกว่าถึงเวลาอาหารเย็น เรากำลังจะไปทานชาบู ชาบู และสุกี้กันค่ะ ร้านนี้ชื่อ ซาคุโระ Sakuro  เป็นร้านชาบู ชาบู และสุกี้สไตล์ญี่ปุ่นโบราณ หม้อชาบู ชาบูเป็นหม้อทองแดง และใช้ถ่านแทนไฟฟ้า หรือแก๊ส น้ำจิ้มชาบู ชาบูรสเด็ดมาก น้ำจ้ิมงารสเผ็ดนี๊ด ๆ ต่างจากที่อื่น  ส่วนฉันสั่งสุกี้มาชิม อร่อยสุด ๆ เหมือนกัน พูดถึงสุกี้ญี่ปุ่นแล้ว  ขอท้าวความถึงการทานสุกี้ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นหน่อยนะคะ  ครั้งนั้น ฉันต้องทานกลางวันคนเดียว  เพราะพี่แก้วไปประชุม ฉันสั่งสุกี้เซตมาทาน ด้วยความที่พูดกันไม่รู้เรื่อง พนักงานถามว่า ต้องการไข่ไหม แล้วก็พูดอะไรอีกก็ไม่รู้ ฉันก็ได้แต่พยักหน้า  โอเค ๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่อง อะไรก็ได้ ยังไงของญี่ปุ่นก็คงอร่อยอยู่แล้วล่ะ  สุกี้ที่ญี่ปุ่นนี่ พนักงานจะเป็นคนทำให้เราทาน เค้านำเนื้อ และผักผัดให้สุกพอประมาณกับน้ำซุปสุกี้บนกระทะเล็ก ๆ บนโต๊ะของเราเอง  เหมือนทำโชว์กลาย ๆ แล้วก็นำใส่ชามที่มีไข่ดิบอยู่ พอเค้าส่งชามให้  ฉันถึงกับอึ้งกิมกี่เพราะไม่เคยทานไข่ดิบมาก่อน  จะไม่ทานก็ไม่ได้  เพราะเค้ารอทำอยู่  คือ เราทานชามนี้หมดแล้ว  เค้าก็จะทำใหม่ให้จนกว่าเนื้อ ผัก  เต้าหู้จะหมดเซต  ฉันรีบขอข้าวและซุปแทบไม่ทัน  ซึ่งปกติคนญี่ปุ่นเค้าจะทานทีหลัง  ระหว่างรอฉันก็เลยลองชิมเนื้อและผักดู  ผลปรากฏว่า อ้ือฮือ อร่อยมากมาก ไข่ไม่คาวเลย เนื้อก็หวานอร่อย แทบละลายในปาก ผักก็ยังหวานกรอบอยู่รสชาตดีิมาก  ฉันติดใจสุกี้ญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ซึ่งถ้าเป็นที่เมืองไทยก็หาทานได้ที่ร้านมารุทองหล่อนะคะ  ไข่เค้าไว้ใจได้ว่าไม่มีไข้หวัดนกเพราะนำเข้าญี่ปุ่น  กลับมาที่ร้าน Sakuro กันต่อ ทุกคนชมกันเปาะเป็นเสียงเดียวว่าอร่อย  ฉันถึงกับบอกพี่แก้วว่า ขอซื้อน้ำจิ้มเค้ากลับดีกว่า  จะได้ไปทำกินกันที่เมืองไทย  น่าเสียดายที่เค้าไม่ขาย  เลยอดนำให้เพื่อน ๆ ได้ชิมกัน

  เมือง Karuizawa ถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นเมืองหนึ่ง  เมืองมีกลิ่นอายความเป็นฝรั่งนิด ๆ คงเพราะผู้มาค้นพบเมืองนั้นเป็นมิชชันนารี  ถนนคนเดินนั้นก็ชื่อว่า Karuizawa Ginza Street  ในหน้าหนาวก็เป็น ski resort   แต่หน้าอื่นก็น่าเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้กัน  และมี outlet ช่ื่อว่า Karuizawa Prince Outlet  เราเดินทางจากโตเกียวมาโดยรถไฟชินคันเซนใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ  เทคนิคในการเที่ยวเมืองเล็ก ๆ เหล่านี้  ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่นเองหรือในยุโรปก็ตาม  คือ เราไปที่ information center ของเมืองนั้น ๆ ซึ่งปกติแล้วก็จะอยู่ตามสถานีรถไฟนั่นเอง  เข้าไปขอข้อมูลต่าง ๆ แผนที่ สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไป และที่สำคัญ  ร้านอาหารอร่อยๆ ซึ่งร้านที่เค้าแนะนำนั้นก็อร่อยไม่ผิดหวังเลย ร้านเก๋สไตล์ญี่ปุ่นโมเดิร์น เปิดเพลงแจ๊ส  เบา ๆ ชิล ๆ ค่ะ  อาหารไม่มีหลากหลายอย่างมากนัก  เราสั่งทุกอย่าง ทั้งสลัดผัก น้ำสลัดแบบญี่ปุ่นนี่ สุดยอดจริง ๆ อร่อย สดชื่น มะเขือเทศนี่กัดเข้าไปแล้วเป๊าะด้วยความสด  ปลาหมักซ๊อส รสชาติเหมือนปลาทูต้มเค็มบ้านเรา หมูผัดขิง เผ็ดรสขิงนิด ๆ เต้าหู้สดราดซ๊อสถั่ว ซีฟู้ดรวมทอด ทุกอย่างเป็นเซตพร้อมข้าวและซุป แต่เราแชร์กันตามประสาพี่ไทย อร่อยอีกแล้วล่ะค่ะ จนไม่สามารถชิมขนมของเค้าได้ กะว่าเดี๋ยวไปหาเอาข้างหน้าระหว่างช็อปละกัน  เราเดินเล่นไปตามถนนคนเดิน มีร้านเล็กร้านน้อยให้ได้ตื่นตาตื่นใจ  ส่วนใหญ่ขายอาหารประจำท้องถ่ิน  OTOP ของเมืองนี้คือ แยมผลไม้ ค่ะ  อร่อยจริง ๆ รสไม่หวานจัด ขวดก็ไซส์กำลังดีไม่ใหญ่มาก  พี่แก้วซื้อมา 3 ขวด เป็นรสแอปเปิ้ล สตรอเบอรี่  และผลไม้รวม  ส่วนฉันซื้อ 1 ขวด  รสคาราเมล  หวานหอมมัน พูดถึง OTOP พี่แก้วเล่าให้พวกเราฟังว่า ต้นกำเนิด OTOP ของไทยเราก็มาจากญี่ปุ่นนี่เอง