Photobucket

การเดินทางครั้งนี้ของเราไปญี่ปุ่นค่ะ  เป็นการเดินทางท่องเที่ยวประจำปีกับเพื่อน ๆ ของพี่แก้ว  ไม่ได้ไปทำงานเหมือนทุกที  เราออกเดินทางวันเสาร์ตอนเช้า  เพื่อไปถึงญี่ปุ่นตอนบ่ายจะได้ไม่เหนื่อยมาก  และเช็คอินเข้าโรงแรมได้ทันที  ด้วยความที่ทริปนี้เป็นทริปที่เรามีเด็กมาด้วยทำให้เราแพลนการเดินทางแบบสบาย ๆ ไม่มีโปรแกรมจนเต็มเหยียด เน้นอาหารอร่อย เที่ยวสบาย ดูธรรมชาติ ใบไม้เปลี่ยนสี   และเฮกับเพื่อน ๆ เท่านั้น  โปรแกรมคร่าว ๆ ของเราเป็นดังนี้ค่ะ  อยู่กินเที่ยวโตเกียว 2 วันก่อนนั่งรถไฟไปเมืองคารุยซาว่า Karuizawa เมืองเล็ก ๆ (มี outlet ด้วยจ้า) ใกล้โตเกียวแบบไปเช้า-เย็นกลับ  แล้ววันรุ่งขึ้นก็บินไปอาโอโมริ Aomori (Tohoku Region) ขับรถล่องใต้ลงมาเรื่อย ๆ จนถึงเซนได แล้วก็นั่งรถไฟชิงคังเซนกลับโตเกียว  แวะช้อปปิ้งเก็บตกของฝากต่าง ๆ ก่อนบินกลับเมืองไทยในวันอาทิตย์บ่ายถัดไป 

     โชคไม่ค่อยดีค่ะ  ฝนตกระหว่างอยู่โตเกียวบ้าง  แต่อากาศก็กำลังสบายไม่หนาวเลย  แถมคนมาจากเมืองร้อนอย่างเรา  ชอบอากาศเย็นหน่อย ๆ เพราะสบายตัวดี  เราพักกันที่โรงแรม อิมพีเรียล (Imperial Hotel) ใกล้ ๆ ย่านกินซ่าเพื่อสะดวกในการช็อปปิ้ง โดยได้รับความช่วยเหลือในการจองห้องพักจากพี่เมี๊ยวทำงานในสถานทูตไทยที่โตเกียวนี่แหละค่ะ  โดยส่วนตัว ฉันชอบโรงแรมนี้มากค่ะ  เพราะถ้าพี่แก้วทำงานหลาย ๆ วันและอาจจะมีกลับดึกด้วยในบางคืน  เนื่องจากญี่ปุ่นเค้ามีเลี้ยงรับรองรอบดึก  ฉันต้องเดินเล่น ทานข้าวคนเดียว  ถนนกินซ่ามีอะไรให้เดินเยอะ สนุก ไม่เบื่อ  มีร้านกาแฟให้นั่งเล่น ดูคน อ่านหนังสือระหว่างรอ โรงแรมสะอาดปลอดภัย  และที่สำคัญ ก็องเซียจ(concierge) ที่นี่ดีมาก พูดภาษาอังกฤษได้และแนะนำร้านได้อย่างใจต้องการ  ครั้งนี้ก็เช่นกัน  เราใช้บริการของก็องเชียจในการจองร้านอาหารดัง ๆ ที่คิวแน่นมากทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคิวรอ  มื้อแรกของเราที่โตเกียวคือร้านโทริกิน Torigin ร้านนี้ไม่รับจองค่ะ  ต้องไปเข้าคิวประมาณว่า first come first serve เป็นร้านขายเทอริยากิ  ไก่ย่างเสียบไม้  มีทุกส่วนของไก่เลยค่ะ  ตั้งแต่ ส่วนเนื้อ ปีก ตับ หัวใจย่างมาได้พอดี กลิ่นหอมฟุ้ง  เนื้อไม่แห้งหรือแข็งเลย มีรสมีชาติมาก  ท่ีไม่ควรพลาดคือ ข้าวอบหม้อดินค่ะ  ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหน้าเห็ด หน่อไม้  หรือรวมมิตร  เป็นสไตล์แบบเกียวโต ซึ่งการนึ่งข้าวในหม้อแบบนี้ทำให้ได้คุณค่าอาหารทางโภชนาการครบถ้วน  และที่สำคัญอร่อยมากค่ะ กลิ่นข้าวหอมพร้อมเครื่องต่าง ๆ สำหรับคนชอบอาหารสุขภาพไม่ควรพลาดจริง ๆ  อร่อยแบบยั้งไม่อยู่  จากนั้น  เราก็ไปเดินเล่นบนถนนกินซ่า  มีร้านเปิดอยู่บ้างค่ะ เช่น ร้านยูนิคิวโละ (Uniqlo) เป็นร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่น  พี่แก้วเล่าประวัติให้ฟังว่า Uniqlo มาจากคำว่า  Unicloth  โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตเสื้อผ้าทั้งสำหรับผู้หญิง  และผู้ชาย  โดยมีคุณภาพดี ดีไซน์สวย  และราคาไม่แพง  ด้วยความที่เป็นคนเลือกนาน  มัวแต่เล็งไว้ก่อนเลยยังไม่ได้อะไร  ระหว่างเดินกลับโรงแรม  ผ่านร้านขายเครื่องสำอางค์ ของจิปาถะต่าง ๆ  ร้านแบบนี้ถือเป็นร้านโปรดของฉันเลยค่ะ  เพราะจะมีของแปลก ๆ ให้ชมและเลือกซื้อเยอะมาก น่าเสียดายที่ฉันอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ไม่รู้ว่าสินค้าเหล่านั้นคืออะไรบ้าง  ได้แต่ดูรูปแล้วก็เดาเอา  แต่ก็ดีไปอย่างค่ะ ไม่งั้นคงเสียเงินเยอะกว่านี้ ฉันชอบเลือกซื้อมาสคาร่า อายไลน์เนอร์ โลชั่น  ซื้อมาลองเองบ้าง ฝากเพื่อน ๆ บ้าง  สนุกตรงที่สินค้ามันเยอะมาก  ซื้อพอหอมปากหอมคอก่อนกลับโรงแรม

  วันอาทิตย์ที่กินซ่า  เป็นอะไรที่ไม่ควรพลาดนะคะ  เพราะเค้าจะปิดถนนเพื่อเป็นถนนคนเดิน  ทางการทำงานเร็วมาก  พอกั้นปิดถนนปุ๊บ  เค้าก็นำเก้าอี้ ร่ม มาวางไว้เป็นระยะ ๆ ให้คนได้นั่งพักผ่อนกันกลางถนน  เค้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก รวดเร็ว  และเป็นระเบียบ  หลังจากมื้อเที่ยงที่ เทนอิจิ  ร้านเทมปุระสุดดังที่มีบุคคลสำคัญ ๆ ระดับโลก เช่น บิลคลินตัน มิคาอิล กอร์บาชอฟ เนลสัน เมนเดล่า และ ฯลฯ มาเยือน  โดยเค้าจะทอดให้เราทานทีละชิ้น ทีละชิ้นเพื่อจะได้เทมปุระที่กรอบและสด ไม่อมน้ำมันเหมือนร้านอื่น วิธีการทานก็แตกต่างจากที่เคยทานที่เมืองไทย  โดยที่นี่จะบีบมะนาวแล้วก็จิ้มเกลือ เพื่อให้เราได้รับรู้รสชาติ และความสดของวัตถุดิบอย่างแท้จริง ก็อร่อยไปอีกแบบค่ะ  ส่วนของหวานก็คือ เมลอน ขึ้นชื่อว่า เมลอนของญี่ปุ่นแล้ว หวาน หอมจริง ๆ หลังจากอิ่มของทอดมาแล้ว ได้ทานเมลอนทำให้สดชื่นแก้เลี่ยนได้เป็นอย่างดีเชียวค่ะ  เราก็เดินเล่นดูผู้คนแอบบวกช็อปปิ้งเล็กน้อยตามทางบนถนนกินซ่า คนญี่ปุ่นนี่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งความอดทน และการรอ  คิวเข้าร้านแต่ละร้านยาวมากจริง ๆ ค่ะ  อย่างร้าน H&M ร้านเสื้อผ้าดังจากสวีเดน  คิวยาวประมาณ 2 บล็อกถนน  ผู้คนรอเข้าไปซื้อ  ฉันเดาว่าคงเป็น flagship store  และเพิ่งเปิดได้ไม่นาน  คนเลยเข้าคิวขนาดนี้  กว่าจะได้เข้า ไซส์คงจะหาไม่ได้แล้ว เราเดินเข้าร้านนูู้น ออกร้านนี้เป็นที่สนุกสนาน อัพเดตเทรนด์ไปในตัวค่ะ  และร้านที่พี่แก้วไม่มีวันพลาดคือร้านอีโนเทก้า Enoteca ใกล้กับตึก กินซ่า คอร์ Ginza Core เป็นร้านขายไวน์  สำหรับคนรักไวน์ไม่ควรพลาด เพราะราคาไวน์ที่ญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างสมเหตุสมผลและมีไซส์เล็ก (ครึ่งขวด) ให้เลือกเยอะทีเดียว  ส่วนพวกเราที่เหลือก็มานั่งพักเท้าอยู่ร้านติดกัน  เป็นร้านขายขนมญี่ปุ่น  ประเภทถั่วแดงกวน  และผลไม้หั่นชิ้นเล็ก ๆ ทานกับไอศกรีม  อร่อยใช้ได้  ฉันเลือกดื่มชาเขียวใส่นม  เนื่องจากยังอิ่มจากมื้อกลางวันสุดๆ  ชาเขียวอร่อยค่ะ  ขมนิด ๆ ไม่หวานมาก  หอมมัน 

สำหรับคนที่ชอบอัพเดตร้านสวย ๆ  ขอแนะนำร้าน Shisedo ไม่ใช่ร้านขายเครื่องสำอางค์นะคะ แต่ขายขนมจำพวก เค้ก พายต่าง ๆ และช็อกโกแลต ภายในร้านชั้นล่างจัดแต่งอย่างสวยงาม  รวมทั้งขนมก็หน้าตาสวยงามด้วย  ให้ซื้อกลับได้เท่านั้น  ถ้าอยากนั่งทานก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด  ประมาณว่า ทานขนมไป ชมวิวไป  ร้านซวาล้อฟสกี้  เพ่ิงรีโนเวทไปไม่นาน  โดยนำคริสตัลมาประดับหน้าร้านเป็นแท่ง ๆ คล้ายแท่งน้ำแข็งคริสตัล รวมถึงพื้นหน้าร้านส่งประกายวิบวับเหมือนมีเพชรแทรกตามทางเดิน  หรูหราไม่ใช่น้อย อืมมม  มีร้านอะไรอีกล่ะ  ขอแนะนำอีกร้านก็แล้วกันนะคะ  ร้านชาแนลค่ะ  ยิ่งถ้าไปตอนกลางคืนก็จะย่ิงสวย  เพราะหน้าร้านจะเป็นจอภาพทั้งหมด  เล่นไฟกันแบบไม่ต้องประหยัดไฟเบอร์ 5 กันเลย  ส่วนร้านที่ฉันเข้าไปช็อปและได้ของติดไม้ติดมือมา คือ ร้านขายของเล่น Hakuninkan Toy Park  โอ้โห  สนุกมากเลยค่ะ  ทั้งตึกขายแต่ของเล่น สินค้าแปลก ๆ เช่น ถั่วอาเดมาเมะบอกอารมณ์  สินค้าที่เน้นดีไซน์ ตุ๊กตาคิตตี้  เกมส์ต่าง ๆ  ฉันกับพี่แก้ว ขึ้นไปเล่นแข่งรถบนราง คนละ 300 เยน สนุกมากค่ะ  เล่นง่าย  แค่กดคันเร่ง  และเบาลงเวลาเข้าโค้ง เพื่อไม่ให้หลุดโค้งประมาณ 5 นาทีเป็นที่สนุกสนานกัน  คลายเครียดดี  ขำ ฮากันไปตามเรื่อง พอเสร็จจากร้านนี้  พี่เอ๋พี่ปอง และน้องโมจิวัย 5 ขวบของเราขอพักกลับโรงแรมก่อนจะทานข้าวเย็น  ส่วนฉันและพี่แก้วก็เดินต่อค่ะ เราแวะห้างมัตซึยะ Matsuya เพื่อเช็คผลไม้และอาหารสดที่จะเตรียมซื้อกลับเมืองไทย  ผลไม้หน้านี้คือ ส้ม  และลูกพลับ  ฉันลองซื้อส้มมาชิมดู 6 ลูก 1000 เยน (คิดดูซิคะ  ลูกละ 50กว่าบาท)  แต่อร่อยมากรสจัดหวานอมเปรี้ยว  กากไม่หนาหรือขม ไม่มีเม็ดให้รำคาญใจ  จากนั้น  ก็ถึงร้านโปรดในดวงใจของฉันแล้วคือ อิโตยะ Itoya เป็นร้านเครื่องเขียนค่ะ ทั้งหมดมี 7 ชั้น  แบ่งเป็น กระดาษเขียนจดหมายปากกา สมุดโน๊ต ปฎิทิน สี พู่กัน ทุก ๆ อย่าง  เดินแล้วมีความสุขแต่ยังไม่ทันได้ของที่ต้องการ พี่แก้วก็บอกว่าถึงเวลาอาหารเย็น เรากำลังจะไปทานชาบู ชาบู และสุกี้กันค่ะ ร้านนี้ชื่อ ซาคุโระ Sakuro  เป็นร้านชาบู ชาบู และสุกี้สไตล์ญี่ปุ่นโบราณ หม้อชาบู ชาบูเป็นหม้อทองแดง และใช้ถ่านแทนไฟฟ้า หรือแก๊ส น้ำจิ้มชาบู ชาบูรสเด็ดมาก น้ำจ้ิมงารสเผ็ดนี๊ด ๆ ต่างจากที่อื่น  ส่วนฉันสั่งสุกี้มาชิม อร่อยสุด ๆ เหมือนกัน พูดถึงสุกี้ญี่ปุ่นแล้ว  ขอท้าวความถึงการทานสุกี้ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นหน่อยนะคะ  ครั้งนั้น ฉันต้องทานกลางวันคนเดียว  เพราะพี่แก้วไปประชุม ฉันสั่งสุกี้เซตมาทาน ด้วยความที่พูดกันไม่รู้เรื่อง พนักงานถามว่า ต้องการไข่ไหม แล้วก็พูดอะไรอีกก็ไม่รู้ ฉันก็ได้แต่พยักหน้า  โอเค ๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่อง อะไรก็ได้ ยังไงของญี่ปุ่นก็คงอร่อยอยู่แล้วล่ะ  สุกี้ที่ญี่ปุ่นนี่ พนักงานจะเป็นคนทำให้เราทาน เค้านำเนื้อ และผักผัดให้สุกพอประมาณกับน้ำซุปสุกี้บนกระทะเล็ก ๆ บนโต๊ะของเราเอง  เหมือนทำโชว์กลาย ๆ แล้วก็นำใส่ชามที่มีไข่ดิบอยู่ พอเค้าส่งชามให้  ฉันถึงกับอึ้งกิมกี่เพราะไม่เคยทานไข่ดิบมาก่อน  จะไม่ทานก็ไม่ได้  เพราะเค้ารอทำอยู่  คือ เราทานชามนี้หมดแล้ว  เค้าก็จะทำใหม่ให้จนกว่าเนื้อ ผัก  เต้าหู้จะหมดเซต  ฉันรีบขอข้าวและซุปแทบไม่ทัน  ซึ่งปกติคนญี่ปุ่นเค้าจะทานทีหลัง  ระหว่างรอฉันก็เลยลองชิมเนื้อและผักดู  ผลปรากฏว่า อ้ือฮือ อร่อยมากมาก ไข่ไม่คาวเลย เนื้อก็หวานอร่อย แทบละลายในปาก ผักก็ยังหวานกรอบอยู่รสชาตดีิมาก  ฉันติดใจสุกี้ญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  ซึ่งถ้าเป็นที่เมืองไทยก็หาทานได้ที่ร้านมารุทองหล่อนะคะ  ไข่เค้าไว้ใจได้ว่าไม่มีไข้หวัดนกเพราะนำเข้าญี่ปุ่น  กลับมาที่ร้าน Sakuro กันต่อ ทุกคนชมกันเปาะเป็นเสียงเดียวว่าอร่อย  ฉันถึงกับบอกพี่แก้วว่า ขอซื้อน้ำจิ้มเค้ากลับดีกว่า  จะได้ไปทำกินกันที่เมืองไทย  น่าเสียดายที่เค้าไม่ขาย  เลยอดนำให้เพื่อน ๆ ได้ชิมกัน

  เมือง Karuizawa ถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นเมืองหนึ่ง  เมืองมีกลิ่นอายความเป็นฝรั่งนิด ๆ คงเพราะผู้มาค้นพบเมืองนั้นเป็นมิชชันนารี  ถนนคนเดินนั้นก็ชื่อว่า Karuizawa Ginza Street  ในหน้าหนาวก็เป็น ski resort   แต่หน้าอื่นก็น่าเดินทางท่องเที่ยวไม่แพ้กัน  และมี outlet ช่ื่อว่า Karuizawa Prince Outlet  เราเดินทางจากโตเกียวมาโดยรถไฟชินคันเซนใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ  เทคนิคในการเที่ยวเมืองเล็ก ๆ เหล่านี้  ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่นเองหรือในยุโรปก็ตาม  คือ เราไปที่ information center ของเมืองนั้น ๆ ซึ่งปกติแล้วก็จะอยู่ตามสถานีรถไฟนั่นเอง  เข้าไปขอข้อมูลต่าง ๆ แผนที่ สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไป และที่สำคัญ  ร้านอาหารอร่อยๆ ซึ่งร้านที่เค้าแนะนำนั้นก็อร่อยไม่ผิดหวังเลย ร้านเก๋สไตล์ญี่ปุ่นโมเดิร์น เปิดเพลงแจ๊ส  เบา ๆ ชิล ๆ ค่ะ  อาหารไม่มีหลากหลายอย่างมากนัก  เราสั่งทุกอย่าง ทั้งสลัดผัก น้ำสลัดแบบญี่ปุ่นนี่ สุดยอดจริง ๆ อร่อย สดชื่น มะเขือเทศนี่กัดเข้าไปแล้วเป๊าะด้วยความสด  ปลาหมักซ๊อส รสชาติเหมือนปลาทูต้มเค็มบ้านเรา หมูผัดขิง เผ็ดรสขิงนิด ๆ เต้าหู้สดราดซ๊อสถั่ว ซีฟู้ดรวมทอด ทุกอย่างเป็นเซตพร้อมข้าวและซุป แต่เราแชร์กันตามประสาพี่ไทย อร่อยอีกแล้วล่ะค่ะ จนไม่สามารถชิมขนมของเค้าได้ กะว่าเดี๋ยวไปหาเอาข้างหน้าระหว่างช็อปละกัน  เราเดินเล่นไปตามถนนคนเดิน มีร้านเล็กร้านน้อยให้ได้ตื่นตาตื่นใจ  ส่วนใหญ่ขายอาหารประจำท้องถ่ิน  OTOP ของเมืองนี้คือ แยมผลไม้ ค่ะ  อร่อยจริง ๆ รสไม่หวานจัด ขวดก็ไซส์กำลังดีไม่ใหญ่มาก  พี่แก้วซื้อมา 3 ขวด เป็นรสแอปเปิ้ล สตรอเบอรี่  และผลไม้รวม  ส่วนฉันซื้อ 1 ขวด  รสคาราเมล  หวานหอมมัน พูดถึง OTOP พี่แก้วเล่าให้พวกเราฟังว่า ต้นกำเนิด OTOP ของไทยเราก็มาจากญี่ปุ่นนี่เอง  ทุกหมู่บ้านในญี่ปุ่นเค้าก็จะทำสินค้า  ไม่ว่าจะเป็นขนม อาหารแห้งจากผลิตผลของตัวเองออกมาขาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันถึงบางอ้อว่า  ทำไมบางครั้งเวลามีคนซื้อขนมจากญี่ปุ่นมาฝาก แล้วเราไม่สามารถหาซื้อขนมแบบนั้นได้  ก็เพราะมันเป็นสินค้า OTOP จากท้องถ่ิน  ถ้าไม่ได้ไปเมืองนั้น ๆ อีกก็ยากที่หาซื้อได้  นอกจากจะเป็นขนมที่ดังจริง ๆ อย่างเช่น Tokyo Banana (จะนับว่าเป็น OTOP หรือเปล่าน้า)  ซึ่งสามารถหาซื้อได้ทั้งที่สถานีรถไฟ  และสนามบิน เป็นต้น  แล้วเราก็แวะร้านขายของร้านหน่ึงสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ  ซื้อตะเกียบลายใบเมเปิ้ลเข้ากับฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ตั้งใจจะมาดูในทริปนี้ไงค่ะ  ฉันอุ่นเครื่องด้วยการช็อปปิ้งก่อน  จากนั้น เราก็ไป outlet กันค่ะ  ที่นี่ใหญ่จริง ๆ แถมสวยด้วยต่างจากอเมริกาสมัยเมื่อ 10 ปีก่อน  ซึ่งที่นั่นตึกจะเป็นคล้าย ๆ กล่องไม่มีดีไซน์อะไร  ที่นี่มีร้านแบรนด์ดัง ๆ เยอะเชียวทั้งของยุโรป อเมริกา  และของญี่ปุ่นเอง  ถ้าตั้งใจจะมาช็อปอย่างเดียว  แนะนำให้พักโรงแรมแถวนี้ก็น่าจะดีนะคะ  เพราะแค่วันเดียวคงไม่พอ  แต่สำหรับเรา  ถือว่ามาสำรวจตลาดก่อนแล้วกัน  พี่แก้วได้กางเกงหนังของร้าน Paul Smith ใส่แล้วเท่มาก  ต้องขอบคุณคนตาถึงอย่างฉันนะ  แถมด้วยแจ็คเก็ตตัวใหม่  น่าเสียดายที่ไม่มีร้าน Paul Smithของผู้หญิง  แต่ก็ได้ชุดเดรสของร้าน Polo Ralph Lauren เป็นการชดเชยค่ะ อย่างน้อย ฉันก็ไม่กลับไปมือเปล่า  เราแวะร้านชาแบบอังกฤษริมทะเลสาบใน outlet กันเพื่อพักดื่มน้ำ ก่อนลุยช็อปต่อ  อ้อ  มีสตาร์บัคนะคะ  แต่แหม..สตาร์บัคที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน  ฉันเลยเลือกร้านนี้  ก่อนเข้าก็ไม่ได้สังเกตอะไร  พอนั่งแล้วสงสารพี่แก้วและพี่ปองจัง โธ่  ทั้งร้านมีแต่แม่บ้านญี่ปุ่น  ไม่มีผู้ชายสักคน  ผู้ชายแมน ๆ เค้าไปนั่งดื่มกาแฟสตาร์บัคกันหมดค่ะ  ฉันสั่งชาร้อน แล้วก็แชร์เค้กกับพี่แก้ว strawberry shortcake อร่อยจัง  ระหว่างจิบชากับละเลียดขนมเค้ก   ความคิดก็ล่องลอยไปถึงร้านเค้กที่อยู่ในรายการทีวีแชมเปี้ยน  จะอร่อยขนาดไหนน้อ  มากี่ที ๆ ไม่เคยได้ไปทานเลย  ครั้งนี้ฉันตั้งใจไว้ว่าจะต้องไม่พลาด  เดินถึงค่ำนิด ๆ ก็กลับเข้าโตเกียว  เหนื่อย ๆ กันทั้งหมดเหมือนกัน  เลยตกลงทานอาหารค่ำในโรงแรม  พี่แก้วเลือกเทปปังยากิ  ซึ่งถือว่าร้านในโรงแรมของเรานี้อร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว  ด้วยความหิวและตะกละ อยากชิมหลาย ๆ อย่าง ฉันเลยสั่งเซตที่มีทั้งเนื้อวัว กุ้ง ปลา  ความสดน่ะหรือคะ ไม่ต้องพูดถึง  ตอนเชฟนำกุ้งมาวางบนเตาข้างหน้าเรา  ยังเป็น ๆ อยู่เลย  ผงกหัวให้พี่เอ๋  ซึ่งตกใจแทบจะตกเก้าอี้  เพราะไม่คิดว่า กุ้งยังมีชีวิตอยู่ พวกเราต้องรีบแผ่เมตตาให้กุ้งกันเป็นแถว  แต่ก็กินค่ะ  ทุกคนชิมเนื้อของฉันแล้วก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยที่สุด  ฉันสั่งเนื้อญี่ปุ่น filet สุกปานกลาง (medium)  ข้าวสวยในเชตสามารถสั่งเป็นข้าวผัดกระเทียมได้  ที่นี่เค้าเป็นข้าวผัดกระเทียมจริง ๆ ไม่ใส่ซ้อสปรุงรสเลย แค่ผัดกระเทียมเกรียม ๆ หน่อยกับข้าว ใส่เกลือพริกไทยเพิ่มรสชาติแค่นั้น หอมอร่อยสุด ๆ  เฮ้อ! อ่ิมจัง  ในเซตมี ชา กาแฟ พร้อมไอศกรีมให้ด้วย  ฉันถึงกับแอบโทษตราชั่งที่โรงแรมว่าไม่เที่ยง  เพราะน้ำหนักขึ้นตั้ง 1 โลแน่ะ  เป็นโรคกลัวตราชั่งก็คราวนี้แหละค่ะ

ไฟล์ทจากโตเกียวไปอาโอโมริ (Aomori) มีค่อนข้างถี่ค่ะเกือบทุกชั่วโมง  คงเพราะอาโอโมริเป็นเมืองใหญ่ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชูซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น  อาโอโมริอยู่บนสุดของเกาะเลยค่ะ  ตอนนี้เรามีสมาชิกเพิ่มมาอีก 3 คน ได้แก่ พี่โต๊ด พี่ตุ๊ก และน้องตีต้า มาสมทบกับพวกเราจากเมืองไทย  พอเราถึงอาโอโมริก็ไปรับรถที่จองไว้ก่อนทางอินเตอร์เนต  คราวนี้แหละจะได้ขับรถเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น  ซึ่งแค่ขับน่ะไม่ยากหรอกค่ะ พวงมาลัยก็พวงมาลัยขวาเหมือนเมืองไทย  แถมพี่แก้วขับรถมาแล้วแทบจะทุกประเทศ  ไม่กลัวหรอกค่ะ  แต่แผนที่นี่ซิ  ทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่น  เราจะทำอย่างไรดี  พนักงาน Hertz สอนวิธีจิ้ม GPS ค่ะ  โชคดีของเรา และขอบคุณความชาญฉลาดของชาวญี่ปุ่นที่ออกแบบ GPS มาให้ค้นหาตำแหน่งสถานที่ที่ต้องการจะไปได้จาก หมายเลขโทรศัพท์  ไม่ต้องกดชื่อสถานที่หรือถนนให้ยุ่งยาก  ประกอบกับฉันใช้ GPS เวลาขับรถที่เมืองไทยอยู่แล้วเพราะเป็นจอมหลงทาง  คุณขา  เวลาคนหลงทางแล้วโทรถามทางคนอื่นเนี่ยะ  มันลำบากมากนะคะ  ก็เพราะหลงทางอยู่  จะอธิบายให้ใคร ๆ ฟังว่าตอนนี้อยู่ตรงไหนก็ไม่สามารถบอกได้้ ถ้าฉันรู้ว่าฉันอยู่ตรงไหน ก็ไม่หลงทางน่ะสิคะ จริงมั้ย  เพราะฉะนั้น  ขอแนะนำเจ้าเครื่อง GPS ค่ะ แผนที่ของประเทศไทยเราเค้าก็ทำได้ละเอียดดี  เชื่อถือได้ ซื้อมาไม่เสียใจแน่นอน แถมแก้เหงาดีด้วย เวลาขับรถคนเดียวเหมือนมีเพื่อนคุย คอยบอกทางตลอดเวลาจนถึงที่หมาย  เอาล่ะค่ะ กลับเข้าเรื่องของเราดีกว่า  ฉันก็เลยพอคุ้นกับการใช้เครื่องอยู่บ้างถึงจะคนละยี่ห้อกัน  แต่ปัญหาก็ยังมีนะคะ พอใส่เบอร์โทรศัพท์โรงแรมที่เราจะพักคืนนี้ลงไป   มันกลับหาไม่เจอเพราะเราเลือกพักโรงแรมที่เพ่ิงเปิดใหม่  แผนที่ใน GPS ของรถเช่ายังไม่อัพเดตพอ จำได้ไหมคะที่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่าเราต้องทำยังไง  เราก็ต้องไป Information Center ไงคะ  เพราะมีให้คำตอบให้เราได้ทุกเรื่อง  กดเบอร์โทรศัพท์ของ Information Center เสร็จ เครื่องก็ตอบเราเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยมีตัวการ์ตูนเป็นผู้หญิงมาโค้งคำนับ  พวกเราทุกคนพร้อมจะเดินทางแล้วค่ะ  มีการเชียร์อัพกันเองนิดหน่อยก่อนออกเดินทาง  พี่แก้วนั่งประจำที่คนขับ  พร้อมเป็นต้นเสียงว่า  “หากว่าเรากำลังสบาย จงปรบมือพลัน”  พวกเราทุกคนก็ตบมือ แปะ แปะพร้อมหัวเราะกันอย่างครื้นเครง  การผจญภัยเริ่มต้นแล้ว ล้อเล่นค่ะ เพราะจริง ๆ แล้วการขับรถในญี่ปุ่นนี้ไม่ยากเลย  ผู้คนมีระเบียบวินัย เคารพกฏจราจร  ถนนใหญ่ ป้ายบอกทางก็ดี แถมเดี๋ยวนี้พัฒนามีภาษาอังกฤษกำกับไว้แล้วด้วย  ถ้าตรงไหนมีการซ่อมแซมถนน  ก็จะมีสัญญาณบอกล่วงหน้า  มีคนมาคอยโบกธงให้สัญญาณ  พร้อมโค้งแล้วโค้งอีก จนทำให้อดยิ้มกับความสุภาพอ่อนโยนของคนญี่ปุ่นไม่ได้  ระหว่างทาง  ฉันเห็นร้านราเมนระหว่างทาง  ร้านค่อนข้างใหญ่ทีเดียว  มีที่จอดรถด้วย แถมรถที่จอดอยู่ก็เยอะเหมือนกัน แสดงว่ามีลูกค้ามากพอใช้ เลยสอบถามความเห็นของทุกคนว่า จะเลือกราเมนเป็นมื้อกลางวันดีหรือเปล่า ทุกคนเห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันเลยค่ะ  เราเลยได้แวะชิมราเมนกัน  ร้านนี้ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษหรอกนะค่ะ  แต่มีรูปให้เลือก  ฉันเลือกอันที่รูปใหญ่ที่สุดในเมนู  สั่งส่วนตัวเลยค่ะ 1 ชาม  แต่ระหว่างรอนั้น  หันไปมองรอบ ๆ โต๊ะข้าง ๆ  ฉันถึงกับตาโต ร้องเสียงหลง  ทำไมชามมันใหญ่ขนาดนี้  ไม่มีทางทานหมดแน่นอน  พี่โต๊ดเลยบอกว่า แบ่งกันก็ได้  ฉันเห็นดีด้วยค่ะ  แต่สุดท้ายเราก็ทานกันคนละชามอยู่ดี เพราะคุยกันไม่เข้าใจ ราเมนที่ฉันสั่งเป็นราเมนกระดูกเนื้อวัวอ่อน  น้ำซุปเข้มข้น รสชาติแจ่มจริง ๆ หอม กลมกล่อม เนื้อวัวนั้นนิ่มแทบจะละลายในปาก ทั้งกระดูกอ่อน และเอ็นเค้ียวได้ทั้งหมด เส้นก็เหนียวนุ่มดีค่ะ ไข่ครึ่งลูกนั้นก็เป็นยางมะตูม แต่ถึงจะอร่อยยังไงก็ไม่มีทางทานหมดชาม  มีแต่พี่ปองนี่แหล่ะค่ะ ที่กู้หน้าพวกเราทุกคนได้ เพราะทานจนหมดจริง ๆ  หลังจากพวกเราอิ่มท้องกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็พร้อมที่จะเดินทางต่อ  พอถึงจุดหมายที่ Information Center เราก็ได้รับข้อมูลว่าโรงแรมที่เราจะไปพักนั้นซึ่งมีชื่อว่า โรงแรม เบสท์ เวสต์เทิร์น Best Western Hotel  เดิมไม่ได้ชื่อนี้หรอกค่ะ  แต่หลังจากเค้าปรับปรุงโรงแรม  ก็ได้มีการเปลี่ยนทั้งชื่อและเบอร์โทรศัพท์ใหม่  มิน่า GPS ถึงหาไม่เจอ พอเราใส่หมายเลขโทรศัพท์โรงแรมเดิมเข้าไป  GPS ก็หาเจอทันที  แต่เราตกลงกันว่าจะยังไม่เข้าโรงแรมหรอกค่ะ  อยากแวะไปสวนแอปเปิ้ลก่อน  มาถึงอาโอโมริทั้งที จะให้พลาดการไปเก็บแอปเปิ้ลจากต้นได้ยังไง  น่าสนุกออกจะตายไป  เราเลือกไปที่ Apple Park ที่เมืองฮิโรซากิ Hirosaki สำหรับฉันแล้ว  นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นต้นแอปเปิ้ลค่ะ  ต้นไม่ใหญ่มาก  ขนาดเท่า ๆ กับต้นส้ม ลูกเต็มต้นทุกต้น ผลผลิตดีมากเลยค่ะ  บางต้นเค้าจะปูกระดาษฟอยล์ไว้ใต้ต้น  สะท้อนเห็นลูกแอปเปิ้ลสีแดงนวล  สวยเชียว แต่เหตุผลมีมากกว่าคำว่า สวย ค่ะ คือ กระดาษฟอยล์จะช่วยสะท้อนแสงแดดส่องถึงใต้ลูก ลูกแอปเปิ้ลที่ได้ก็จะแดงสวยทั่วทั้งลูก  ถือได้ว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างหนึ่ง  การได้เดินเล่นในสวนแอปเปิ้ลนี่ก็สนุกแล้วนะคะ พวกเราเด็ดแอปเปิ้ลเอง  ถ่ายรูปเป็นร้อย ๆ รูป  ต้องขอขอบคุณ  ผู้ผลิตกล้องดิจิตอลมา ณ โอกาสนี้ด้วย ทำให้กดชัตเตอร์ได้อย่างไม่นึกเสียดายฟิล์ม  ฉันกระโดดถ่ายรูปพร้อมกับต้นแอปเปิ้ลอย่างไม่เจียมสังขาร  หัวเราะตัวเองจนน้ำตาไหล  ความรู้อะไรไม่ค่อยได้มากหรอกค่ะ  แต่ได้รับออกซิเจนเต็มปอด  อิ่มใจ  พร้อมกับอิ่มท้องด้วยซอฟต์ไอศกรีมแอปเปิ้ล  และแอปเปิ้ลสดที่เด็ดเองจากต้น  สุขอย่าบอกใครเชียว  ออกจากสวนแอปเปิ้ล  เราก็แวะไปดูปราสาท Hirosaki ที่ Hirosaki Park กันอีกที่เพราะยังไม่เย็นมาก ปราสาทยังไม่ปิด  สวนในญี่ปุ่นนี่ ต้นไม้ใหญ่เยอะมากค่ะ และมีต้นสนเป็นส่วนใหญ่ กลิ่นหอม เย็น สดชื่นจริง ๆ พวกเราเดินชมนกชมไม้กันไปเรื่อยไม่รู้สึกเหนื่อยเลย  ปราสาทที่นี่คล้ายปราสาทโอซาก้า แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า ข้างในมี 3 ชั้น จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ มีของให้ดู  พร้อมแบบจำลองเมือง  ทำให้ทราบว่า  ปราสาทแห่งนี้น่าจะเป็นป้อมรักษาการณ์  ซึ่งมีไว้ป้องกันเมืองมากกว่าจะเป็นที่พักของเจ้าผู้ครองนคร  ขากลับระหว่างเดินออกจากสวน  โมจิและตีต้าวิ่งไล่เก็บดอกแดนดิไลออน Dandelion ดอกที่มีลักษณะคล้ายสำลีมารวมกันเป็นวงกลม  และเมื่อลมพัดก็จะปลิวกระจายไปเพื่อขยายพันธ์ุไงค่ะ  ฉันเลยร่วมเก็บ  ทำตัวเป็นเด็กไปด้วย  และได้เป่าให้ดอก Dandelion ปลิวลอยไปตามลมพร้อมหัวใจพองโตอย่างยินดีที่ได้มีโอกาสในการร่วมสร้างต้นไม้ต้นใหม่  แม้จะเป็นแค่เพียงต้นหญ้าต้นเล็ก ๆ ก็ตาม

อาหารเย็นวันนี้ของเราหรูหราจริง ๆ ค่ะ  เพราะเป็นไคเซกิแบบเต็มรูปแบบและอาหารก็เยอะมาก ฉันว่าเกิน 10 จานได้ ทานกันไม่หวาดไม่ไหว ราคาเป็นต่อคนค่ะ  คือ 15,000 เยน  ซึ่งนับว่าไม่แพงเลย  เพราะอาหารนั้นทั้งสด คุณภาพดีมาก  และเยอะมากด้วย  แต่ละจานประดิดประดอย  สวยมาก  ทั้งอาหาร การจัดวาง และภาชนะ ล้วนคัดเลือกมาอย่างดี เหมือนเค้ากำลังทำงานศิลปะให้เราได้ชื่นชม  จานที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ที่สุดเห็นจะเป็น  ซุปกุ้งลอบสเตอร์ค่ะ  มาทั้งตัว  น้ำซุปหวาน ใส สดชื่น ส่วนเนื้อก็ทั้งสด และเนื้อแน่น  สุดยอดจริงๆ 

 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันกลับ  เราจะย้ายที่นอนไปเรื่อย ๆ โดยขับรถลงใต้จนถึง เซนได  พักที่ละ1 คืน  ทุกเช้าหลังเช็คเอ๊าท์ออกจากโรงแรม  เราจะขับรถแวะเที่ยวไปเรื่อย ๆ  วันนี้เราจะเข้าพักที่โรงแรมในเมืองยูเซ่ Yuze  โดยจะแวะทานอาหารเที่ยงที่ทะเลสาบโทวาดะ Lake Towada  เดินเล่นถ่ายรูปรอบ ๆ ทะเลสาบพอหอมปากหอมคอ  ก่อนจะขับรถต่อ พี่ปองก็ขออาสาขับรถแทนพี่แก้ว คงทนหวาดเสียวกับการขับรถของพี่แก้วไม่ไหว เราขับรถเลียบดูธารน้ำโออิราเสะ Oirase Valley เป็นลำธารเล็ก ๆ  ซึ่งมีระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตรที่ออกจะไหลแปลกประหลาดไปซะหน่อย คือ  แทนที่จะไหลจากเหนือไปใต้เหมือนลำธารทั่วไป  แต่ลำธารนี้ไหลจากใต้ย้อนขึ้นเหนือ  บางช่วงมีน้ำตกให้ชมด้วยค่ะ  แต่รถก็ไม่สามารถจอดได้ทุกที่  เราไปจอดตรงจุดจอดรถชมวิวซึ่งเป็นช่วงที่สามารถเดินไปถึงลำธารได้  อากาศดีมากเลยค่ะ ฝนเพ่ิงหยุดตก เหมือนพระมาโปรด ทำให้พวกเราได้มีโอกาสลงไปชื่นชมได้อย่างใกล้ชิด  และบรรยากาศหลังฝนตก  ก็สวยโรแมนติกอย่างประหลาด  แสงอาทิตย์ที่ทอดผ่านต้นไม้ผ่านความชื้นหลังฝนตกมากระทบกับน้ำในลำธาร ส่งแสงระยิบระยับ แสงซอฟต์มาก เหมาะที่จะถ่ายรูปจริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะรูปคนเท่านั้น  รูปวิวที่ถ่ายออกมาก็สวยสุดจะบรรยาย สถานที่แห่งนี้ ผู้คนนิยมมาแค้มปิ้งในช่วงฤดูใบไม่้เปลี่ยนสี  น่าเสียดายที่เรามาเร็วไปหน่อย  ต้นไม้ยังไม่เปลี่ยนสีมากนัก  ไม่อย่างนั้นคงจะสวยมาก  แต่คนก็จะเยอะมากเช่นกัน คงไม่สามารถเพลิดเพลินกับธรรมชาติได้ขนาดนี้  เย็นนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ใส่ชุดยูคาตะ  เป็นชุดที่คล้าย ๆ กับชุดกิโมโน  แต่สวมง่ายกว่า  โรงแรมแบบเรียวกังในญี่ปุ่น  จะมีไว้บริการ  และด้วยทุกคนทานอาหารเย็นในโรงแรม  จึงได้เห็นแขกใส่ชุดยูคาตะเดินกันขวักไขว่ทั่วไป 

วันต่อมาเราเดินทางสู่จังหวัดอาคิตะ (Akita) จุดมุ่งหมายเข้าพักที่เมืองฮานามากิ Hanamaki  เราแวะเที่ยวทะเลสาบทาซาวาโกะ Lake Tazawako เราเดินเล่นบนสะพานริมทะเลสาบ มีอาหารปลาขาย  ตอนแรก  ฉันนึกแปลกใจว่า  จะมีปลาที่ไหนมาให้เลี้ยง  นี่เป็นทะเลสาบนะ  ไม่ใช่บ่อน้ำ  แต่พอมองลงไปก็ต้องตกใจ ปลาเยอะมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยสนุกสนานกันใหญ่ที่ได้เลี้ยงปลา จากนั้นเราก็ขับรถเข้าสู่เมืองคาคุโนะดาเตะ Kakunodate  ที่ได้สมญาว่าเกียวโตน้อยแห่งโทโฮกุ  เป็นหมู่บ้านซามูไรค่ะ  ฉันชอบเมืองนี้มาก  มีรถลากให้นั่งด้วย  แต่มีอยู่แค่ 2 คัน  ทำให้เราต้องผลัดกันนั่ง  ฉันกับพี่แก้วเลยไปเดินดูบ้านซามูไรกันก่อน  บ้านที่เราเข้าไปดูคือบ้านของสกุลอาโอยากิ Aoyagi Samurai House มีของให้ดูเยอะมากเลยค่ะ  ทั้งเสื้อเกราะ ดาบ ปืน เงินแผนที่สมัยโบราณ ชุดกิโมโน  และ  อื่น ๆ อีกเยอะแยะสุดจะบรรยาย  สามารถเป็นพิพิธภัณฑ์ได้เลยทีเดียว  ต้องเสียค่าเข้าชมนะคะ  จากป้ายคำอธิบายในบ้านแห่งนี้ทำให้ฉันเข้าใจคำว่าซามูไร มากขึ้นอีกเยอะ ซามูไรเปรียบเสมือนทหาร ได้รับค่าจ้างเป็นเงิน และที่ดินจากไดเมียว  เจ้าผู้ครองนครนั้น ๆ โดยเจ้าผู้ครองนครจะขึ้นกับโชกุนอีกที ซามูไรเปรียบเสมือนคนของไดเมียว ไม่ใช่ทหารโชกุน และเป็นอย่างนี้ตั้งแต่สมัยเอโดะ จนถึงสมัยเมจิ ก่อนจะเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระจักรพรรดิเป็นประมุข (The Emperor)  จากนั้นฉันกับพี่แก้วก็นั่งรถลากชมหมู่บ้านซามูไรกัน  โดยคนลากผู่้หญิงของเราพาชี้ชวนดูบ้านที่สำคัญ ๆ เช่น บ้านซามูไรชั้นสูงจะมีรั้วเป็นเครื่องบ่งบอกถึงระดับชั้นของซามูไร  ต้นซากุระหรือต้นสนที่มีอายุเก่าแก่  และพาเราไปดูสวนเบญจมาศที่ถือได้ว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น  หลากสีสวย และดอกใหญ่มากค่ะ  บางดอกใหญ่กว่าหน้าฉันด้วยซ้ำ  ตลอดทางจะมีต้นซากุระเป็นส่วนใหญ่  พี่แก้วบอกกับฉันว่า  ตอนหน้าซากุระบาน  ที่นี่คงจะสวยมาก  ก็น่าจะจริงค่ะ ซากุระบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์แบบที่ยาวเป็นสาย  เวลาออกดอกเต็มต้นเป็นสายยาว  โดยมีบ้านซามูไรแบบญี่ปุ่นโบราณเป็นแบ็คกราวน์คงให้บรรยากาศที่สวยงามมากแน่ ๆ   ฉันกับพี่แก้วเคยไปดูซากุระบานที่โตเกียวและเกียวโตซึ่งก็สวยมาก  แต่บรรยากาศก็เป็นแบบเมืองใหญ่  เสร็จจากหมู่บ้านซามูไร  เราก็ขับรถไปโรงแรมซึ่งอยู่ที่เมือง Hanamaki โรงแรมนี้ก็เป็นแบบเรียวกังค่ะมีอาหารเย็นบริการให้ เสิรฟอาหารแบบไคเซกิ คือเป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น  ซึ่งสดและมีคุณภาพดี  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ  ที่นี่คงดังเรื่องเนื้อวัว  เพราะมีเนื้อให้ทานทั้งแบบชาบูและยาคินิคุ (ย่าง)  เราก็ใส่ชุดยูคาตะลงมาทานด้วยกัน  โรงแรมแบบเรียวกังทั้ง 2 คืนที่เราพักมานี้ี่ดีมากเลยค่ะ มีห้องน้ำในตัว ห้องก็ใหญ่มาก  กลางคืนพนักงานก็จะมาปูที่นอนให้ ต้องขอขอบคุณ มร. นิชิอิ  MDบ.จัสโก้ ประเทศไทยที่ช่วยเป็นธุระจัดหาโรงแรมให้  หลังอาหารเย็น เราออกเดินเล่นเพื่อย่อยอาหาร บริเวณหน้าห้องออนเซน มีระบำกลองโชว์ให้นักท่องเที่ยวดู โชคดีจัง เราเลยได้มีโอกาสดูโชว์ นักแสดงสวมชุดเป็นกวาง หัวโตมีเขา  เต้นระบำพร้อมตีกลองไปด้วย  จบจากนี้  ก็มีพนักงานผู้หญิงทั้งสาวและไม่สาวมารำวง  โดยนักท่องเที่ยวสามารถร่วมรำได้  ดู ๆ แล้วเหมือนระบำเกี่ยวข้าวค่ะ  น่าสนุกดี  หลังจากนั้น พวกเราผู้หญิงเลยถือโอกาสแวะเข้าไปชมห้องออนเซน  แต่พอเปิดประตูเข้าไป พนักงานก็พยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับเรา  คล้าย ๆ กับว่าเราต้องเตรียมนำผ้าเช็ดตัวมาด้วยอะไรประมาณนั้น  โดยมีหญิงไม่สาวนางหนึ่งเดินโทง ๆ เข้ามาพยายามช่วยอธิบายให้พวกเราฟัง ฉันหันหลังกลับแทบไม่ทัน อายค่ะ ไม่กล้ามอง  คุยขำ ๆ กันเองว่า  คงไม่ได้มาออนเซนครั้งนี้หรอก  ไม่ใช่เพราะอายคนอื่นนะคะ  แต่อายที่ต้องเห็นของคนกันเอง  อีกอย่าง  ฉันเคยไปออนเซนแล้วครั้งหนึ่ง  ตอนไปเที่ยว ฮาโกเน่ ที่นั่นก็มีชื่อเสียงด้านบ่อน้ำพุร้อนเหมือนกัน  โชคดีมากเลยค่ะ  ครั้งนั้นไม่เจอใครเลย  ทั้งห้องเป็นของฉัน  สบายมากมากค่ะ  แถมเค้าต่อท่อน้ำพุร้อนมาให้อาบในอ่างที่ห้องอีกด้วย  ถ้าไม่อยากไปอาบห้องรวม  ครั้งนี้  ฉันก็เลยเฉย ๆ เพราะเคยได้ลองแล้ว

  พี่ปองเหมาขับรถมาเป็นวันที่ 3 แล้วล่ะค่ะ เราเดินทางไปวัดจูซอนจิ Chuson-ji ซึ่งอายุเกือบ 1,000 ปี  พอเห็นทางขึ้น  ฉันถึงกับนิ่งไป  ทางขึ้นเขาตลอดและป้ายบอกระยะทางว่า 800 เมตร  อืมม์ . . .  แต่มาถึงแล้วนี่คะ จะให้ถอดใจง่าย ๆ ได้ยังไง  เดิน เดิน เดิน เท่านั้น  ขนาดน้องโมจิอายุ 5 ขวบยังไม่บ่นเลย  น่ารักมากตลอดทริปไม่มีงอแง ร้องไห้  หรือขอให้อุ้มเลย  ถ้าแค่นี้ฉันไม่ไหว  คงอายเด็กแย่แน่ค่ะ  ทางไปวัดที่ญี่ปุ่นนี่ก็ดีอย่าง  มีร้านค้าดักตลอดทาง  พวกเราแวะดูนู่นดูนี่  ทำให้ไม่เหนื่อยอย่างที่คิด  ฉันหยอดตู้ซื้อกาแฟเย็นดื่ม  อร่อย ถูกปากมาก  เดี๋ยวขากลับว่าจะแวะซื้อกลับด้วย เดินขึ้นไปได้ครึ่งทางก็ถึงที่ขายตั๋ว  ส่วนของพิพิธภัณฑ์และห้องน้ำ  ซึ่งสะอาดมาก  พวกเราตัดสินใจไปดูวัดก่อน  ส่วนที่ต้องการไปดูเรียกว่า คอนจิกิ-โดะ Konjiki-do (Golden Hall) ศาลาทองคำ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ และพระโพธิสัตว์ มีกระจกครอบไว้ ห้ามถ่ายรูป คงกลัวว่าแฟลชจะไปรบกวน  สวยสงบมาก  ด้วยความที่เก่าแก่มากยูเนสโกจึงได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก (National treasures)  ต้นเมเปิ้ลแถว ๆ บริเวณวัดเยอะมากเลยค่ะ เสียดายที่ยังไม่เปลี่ยนสีมากนักไม่อย่างนั้นคงจะสวยน่าดูชม  ตอนขาลงนี่ไวกว่าขาขึ้นเยอะ พวกเราลืมแวะพิพิธภัณฑ์กันแต่ฉันไม่ลืมไปหยอดตู้ซื้อกาแฟเย็นค่ะ  ไม่พลาดเรื่องของกินแน่นอน  จากตรงนี้เราต้องขับรถค่อนข้างไกลหน่อยเพื่อไปแวะ อ่าวมัตซึชิมา Matsushima bay ก่อนเข้าเซนได  ที่ Matsushima bay เราได้มีโอกาสแวะวัดซุยกัน-จิ Zuigan-ji  วัดแห่งนี้เคยเป็นวัดประจำตัวของไดเมียวในเขตนี้มาก่อน  วันที่เราไปเค้ากำลังจัดคอนเสิร์ตพอดี เครื่องเสียงดีมาก  เราเดินดูรอบ ๆ วัดซึ่งตรงบริเวณสวนก่อนเข้าวัดทางด้านขวาจะเป็นเหมือนถ้ำหินและมีพระพุทธรูปหินตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ  ดูเก่าแก่ น่าเลื่อมใส และน่าเกรงขามมาก  พวกเราเดินข้ามไปถ่ายรูปบริเวณอ่าวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยค่ะ  ทะเลไม่สวยเท่าบ้านเราหรอก  แต่ที่น่าสนใจคือมีเกาะเล็กเกาะน้อยใกล้ ๆ ฝั่งเยอะแต่ก็ไม่สามารถขึ้นไปบนเกาะได้นะคะ  เห็นมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด  พวกเรากระโดดถ่ายรูป (อีกแล้ว) ตามคำชักชวนให้ปล่อยแก่และปล่อยเด็กของฉันก่อนขับรถไปโรงแรมที่พักในเซนได

     เซนไดเป็นเมืองใหญ่กว่าที่ฉันคิดไว้ค่ะ  เจริญใช้ได้ทีเดียว เราพักโรงแรมติดสถานีรถไฟเพื่อความสะดวกหลายอย่าง  เพราะเราจะคืนรถเช่าท่ี่นี่และนั่งรถไฟชินคันเซนเข้าโตเกียว  พี่แก้วและพี่โต๊ดหมายมั่นปั้นมือว่าต้องหาหอยนางรมหรือไม่ก็ลิ้นวัวทานให้ได้  เพราะเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ น่าเสียดายที่ไม่สามารถหาทานได้ในร้านเดียวกัน  และเนื่องจากมีบางคนไม่ทานเนื้อวัว  พวกเราเลยเลือกหอยนางรมแทนแล้วก็อร่อยอย่างไม่มีคำว่าผิดหวังค่ะ  เราสั่งทั้ง หอยนางรมสด ชุบแป้งทอดเทมปุระ นึ่งมิโซะ ผัดเบคอน  และสลัดเรียกได้ว่า ทานทุกแบบที่มีอยู่ในเมนูเลยค่ะ  เพราะความสดมังคะ ทำให้รสชาติอร่อยสุดยอดจริง ๆ แถมพี่โต๊ดยังแวะซื้อลิ้นวัวย่างและแบบอบซ๊อสที่สถานีรถไฟกลับมาให้พวกเราได้ชิมกันที่โรงแรมอีก  พวกเราแวะเดินเล่นโดยแยกย้ายกันเดินตามอัธยาศัย  ฉันกับพี่แก้วเข้าห้างชื่อ Paco  ห้างนี้เป็นบริษัทศูนย์การค้าเก่าแก่ของญี่ปุ่นและถือได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดศูนย์การค้าแห่งแรกในเมืองไทยคือสยามเซ็นเตอร์ด้วย  พี่แก้วได้เสื้อเชิ้ตของร้าน Tomorrow Land เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นซึ่งตัดเย็บประณีต ใส่แล้วสวย เนี้ยบจัง  ระหว่างกำลังจะออกจากห้าง ฉันกับพี่แก้วเจอพี่เอ๋ พี่ปอง และน้องโมจิโดยบังเอิญ  คงเพราะรสนิยมเดียวกันเลือกเข้าร้านเดียวกันเลยค่ะ  พี่ปองเหนื่อยกับการขับรถจะขอแวะไปนอนก่อน  ฉันเลยชวนพี่เอ๋กับน้องโมจิไปร้านร้อยเยน  น่าเสียดายชะมัดที่มันปิดแล้ว  พี่เอ๋เลยขอตัวพาน้องโมจิไปนอนก่อน  ฉันกับพี่แก้วแวะไปดื่มกาแฟที่ร้าน Café Veloce  อ้อ สำหรับคอกาแฟ ฉันขอแนะนำให้หาดื่มที่่ญี่ปุ่นนะคะ นอกจากที่อิตาลีและฝรั่งเศสแล้ว  ที่ญี่ปุ่นก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ รสชาติเข้มข้น  ใช้ได้ทีเดียว

  กระเป๋าของฉันงอกเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ  แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเรานั่งรถไฟกลับ  เราแวะทานอาหารเช้าที่สถานีรถไฟ  ฉันถือโอกาสช่วงชุลมุนเลือกร้านเองเพราะอยากชิมอาหารประเภทแซนด์วิชในญี่ปุ่น  ขนาดร้านธรรมดา ๆ นะคะ แซนด์วิชไข่ทานพร้อมกาแฟร้อน สุดจะบรรยาย อยากให้ได้มาชิมเองจัง สำหรับในกรุงเทพก็มีร้านCustard Nakamura อยู่หลังวิลล่า ซุปเปอร์มาเก็ต สาขาสุขุมวิทนี่แหละค่ะที่ทำแซนด์วิชไข่อร่อยพอเทียบเคียงได้ถ้ามีโอกาสลองแวะไปชิมกันนะคะ ฉันแอบสั่ง Honey Toast มาชิมด้วย อร่อยใช้ได้เหมือนกัน แต่ฉันว่า ของร้าน After You ที่เจ อเวนิว ทองหล่ออร่อยกว่า  หลังจากที่พวกเราถึงโตเกียวเรียบร้อยแล้ว  พี่แก้วก็พาพวกเราทัวร์ห้างสุดเก๋ชื่อOmotesando Hills  ห้างนี้เก๋จริง ๆ ค่ะ บรรยากาศไม่สว่างไสวเหมือนห้างทั่วไป  ออกจะสลัวหน่อย ๆ ทางเดินจะเป็น Slope ตลอด  เรียกได้ว่าสามารถเดินผ่านหน้าร้านทุกร้านโดยไม่ต้องขึ้นลงบันไดให้เสียอารมณ์  แต่ก็มีบันไดเลื่อนบริการนะคะ จากที่นี่เราก็ไปร้าน Comme de Garcons  หนึ่งในร้านโปรดของพี่แก้วค่ะ  แล้วเราก็เดินไปดูตึก Prada  ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ตึกนี้สวย แจ่ม ลักษณะตึกเหมือนกับว่าเค้าเป่าแก้วเข้ากับโครงเหล็ก  ส่วนที่เป็นแก้วมันจะป่อง ๆ นูน ๆ ออกมา  ดูแปลกตา  สมแล้วที่ใคร ๆ ก็กล่าวขวัญถึง  มีคนมาถ่ายรูปเยอะพอควรทีเดียว

  พี่แก้วพาฉันแวะไปร้านโยโดบาชิคาเมร่า สาขา อากิฮาบารา  YodobashiCamera Akihabara เป็นศูนย์รวมเครื่องไฟฟ้าทุกประเภท ราคาสมเหตุสมผลค่ะ  และไม่ต้องกลัวว่า ถ้าซื้อสินค้าไปแล้วเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นจะไปใช้ที่บ้านเรายังไง บางรุ่นเค้าจะมีสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ  แต่ถ้ารุ่นไหนไม่มี ก็ขอให้เค้าตั้งโปรแกรมเป็นภาษาอังกฤษ  และขอคู่มือภาษาอังกฤษได้ค่ะ  ครั้งนึง ฉันซื้อกล้องไลก้า รุ่นสะสม แต่มันเสีย นำกลับมาซ่อม เค้าเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้เลย ตอนแรกคุยไม่รู้เรื่อง เค้าบอกว่า ถ้าซ่อมจะนานมาก ฉันก็เสียดาย  นานก็ยอม(แอบพูดในใจว่า “นี่! หล่อนหมายความว่ายังไงยะ จะให้เอาเครื่องกลับบ้านไปตั้งโชว์อย่างเดียวหรือไง”)  เริ่มโกรธนิด ๆ ด้วยความเข้าใจผิด  เค้าก็บอกว่า รับเครื่องใหม่ไปดีกว่ามั้ยดีกว่ารอส่งซ่อมนะ  โธ่ แม่คู้น  แล้วไม่บอกแต่แรก  เครื่องใหม่ก็ต้องดีกว่าซิจ้ะ  ขอบคุณค่ะ  อาริกาโตะโกไดมัสสสสส หลาย ๆ มัดก็ได้ค่ะ (อารมณ์เปลี่ยนทันทีเลยค่ะ ยิ้มแก้มแทบปริ) นอกจากนี้ ฉันมีเคล็ดไม่ลับมาบอกคุณผู้หญิงที่ต้องติดตามแฟนหรือเพื่อนผู้ชายไปเดินในร้านนี้ด้วยว่า อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ ฉันขอบอกว่า แต่ก่อนฉันก็เคยเป็นเหมือนกันค่ะ ถ้าเดินดูด้วยซักครึ่งชั่วโมงก็โอเค แต่ถ้านานกว่านั้น ขามันเริ่มเมื่อย ทำไมถึงใช้เวลาเลือกนานขนาดนี๊! แถมในร้านเก้าอี้ซักตัวก็ไม่มีให้นั่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วค่ะ เพราะทางร้านเค้าคิดถึงหัวอกลูกค้าผู้หญิงอย่างฉัน  ว่าจะทำยังไงให้ได้เงินฉันด้วยได้น้า เอ๊ย! ทำยังไงถึงจะแก้เบื่อให้ลูกค้าผู้หญิงได้  เค้าเลยมีมุมขายเครื่องสำอางค์ค่ะ  สนุกฉันล่ะทีนี้ ไม่มีบ่นอีกเลย เดินดูนู่นดูนี่ซึ่งปกติต้องทำเวลาอย่างมากเพราะพี่แก้วจะเริ่มเบื่อ ยืนรอไม่ไหวแต่ที่นี่ฉันได้ศึกษาสินค้าอย่างละเอียด เลือกชมและซื้อจนจุใจ  เอากับฉันซิคะ ช็อปได้ทุกที่จริง ๆ   มื้อค่ำสุดท้ายที่ญี่ปุ่นของเราคือ ซูชิ ที่ร้านคิวเบค่ะ แถมวันนี้เป็นวันเกิดของพี่เอ๋ด้วย  เราขอให้ทางร้านสั่งเค้กวันเกิดให้ ทางร้านเลือก Strawberry shortcake จากร้านMaxim’s มาให้  ซูชิร้านนี้คัดแต่ของสดของดีค่ะ  ฉันสั่ง A la carte เลือกแค่ ซูชิหน้าโอทูน่า ไข่หอยเม่น และซาบะดองอย่างละคำพร้อมซุป 1 ถ้วยเน้นที่คุณภาพ ไม่เอาปริมาณ สงสารตัวเองค่ะ  เวลาต้องลดน้ำหนัก  แต่ขอทานเค้กแทน  เค้กของญี่ปุ่น เนื้อนุ่มจริง ๆ  ครีมก็เบา ไม่หวานมาก ทำให้รู้สึกไปเองว่า คงไม่อ้วน เลยทานจนหมดชิ้น (พลาดไปอีกแล้วเรา)  คืนสุดท้ายในญี่ปุ่น ฉันนอนนึกทบทวน ทริปนี้สนุกจัง ต้องขอขอบคุณพี่เอ๋ซึ่งเป็นผู้จัดทริป เลือกสถานที่ที่ไปทั้งหมด ลงตัวจริง ๆ ค่ะ พี่เค้าคำนวณทั้งเวลา  ทั้งสถานที่ว่าจะไปดูอะไรบ้าง  คอยประสานเรื่องโรงแรม  เพื่อที่เราจะได้โรงแรมที่ใหม่ สะอาดนอนสบาย  ทำให้ทั้งทริปราบรื่น ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีอย่างที่ตั้งใจ  แต่ฉันว่าปอดของฉันเปลี่ยนสีไปแล้วค่ะ  เป็นสีขาว เพราะได้รับออกซิเจนเข้าไปอย่างเต็มที่  พร้อมจิตใจที่เปี่ยมสุข เพราะได้เพื่อนร่วมทริปที่แสนดี และคอยสร้างเสียงหัวเราะตลอดเส้นทาง

  วันกลับ  ภารกิจฉันยังไม่หมดนะคะ  ตื่นมาเก็บสมบัติทั้งหมดและเตรียมกระเป๋าว่างไว้ 1 กระเป๋าเล็กสำหรับการช้อปปิ้งในครึ่งเช้านี้  ฉันแวะร้าน Gap ค่ะ  อย่า อย่าเพ่ิงยี้  ว่ามาถึงญี่ปุ่นทั้งทีแต่มาซื้อ Gap  Gap ญี่ปุ่นต่างจากที่อเมริกามาก  เสื้อผ้าสวยกว่าเยอะค่ะ  เสร็จจาก Gap  เราก็แวะไปสถานีรถไฟโตเกียว เข้าห้างไดมารู  เพื่อซื้อผลไม้ก่อนกลับ  พี่แก้วบอกว่าห้างนี้ใหญ่กว่าห้าง Matsuya ที่กินซ่า  ผลไม้น่าจะเยอะกว่าและดีกว่า พวกเราต้องทำเวลากันจริง ๆ   เลยซื้อข้าวปั้นทานบนรถแท๊กซี่  จากนั้นก็รีบกลับมาแพ็คของ  พี่เอ๋ พี่ปองน้องโมจิรออยู่เรียบร้อยแล้ว  ส่วนพี่โต๊ด พี่ตุ๊ก น้องตีต้าอยู่ต่ออีก 2 วัน  เพราะจะไปโตเกียวดิสนีย์แลนด์  พวกเรา 2 ครอบครัวขึ้นรถลิมูซีนบัสเพื่อไปแอร์พอร์ต  กี่วันกันน้อในญี่ปุ่น  ฉันรู้สึกว่านานจังแต่ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีความสุขนะคะ  แต่สุขจนล้น  รู้สึกว่าได้ดู ได้เที่ยวเยอะมากกกกก  8 คืน 9 วันในญี่ปุ่นฉันกับพี่เอ๋แอบนัดแนะกันกินข้าว เพื่อมาดูรูป รำลึกถึงช่วงเวลาความสุขนี้อีกครั้ง 

 ป.ล.  ดูความป้ำเป๋อของฉันซิ  ลืมหมอนสุขภาพ  และแว่นตากันแดดที่อุตส่าห์พกไปจากเมืองไทยและตลอดทริปไว้ในคืนสุดท้าย  (แต่ก็เรียกว่า โชคดีม้าก มากเลยค่ะ  เพราะพี่โต๊ดยังไม่กลับ)   ทางโรงแรมเลยจัดส่งของให้พี่โต๊ดที่ย้ายไปพักที่โรงแรมดิสนีย์แลนด์  ทำให้ฉันได้รับของคืนทุกอย่างพร้อมทั้งของฝากขนม Tokyo Banana  ขอบคุณสำหรับทุกอย่างเลยค่ะ  พี่โต๊ดขา...

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ที่ญี่ปุ่น ช่วงหน้าหนาวแบบนี้ ชวนให้นึกถึงราเม็งรถเข็นนะครับพี่กุ๊ก big smile ...
ถ้าเป็นที่ไทย ช่วงนี้ก๊วยเตี๋ยวรอบค่ำจะขายดีมั่กๆconfused smile

#1 By ♥ ช้างต้น on 2009-11-24 06:10

ดีจังค่ะ มาเที่ยวทั้งทีต้องเที่ยวให้คุ้มจะได้ประสบการณืดีๆกลับไปด้วย
อีกอย่าง เริ่มหิวตามเลยค่ะ อยากกินอะไรร้อน ๆ

#2 By kyo on 2009-11-24 15:32

อ่านสนุกดีจ้า เขียนอีกนะ จะตั้งตารอ

เวลาบรรยายเรื่องอาหาร เห็นภาพเลย
ขาดแต่กลิ่นอ่ะ วันหลังถ่ายรูปมาให้ดูด้วยจะได้อรรถรสอีกมากมายจ้า confused smile

ช่วงต้นเดือนเมษาหน้าจะกระเตงลูกน้อยไปเที่ยวญี่ปุ่น
กะว่าจะไปโตเกียว อาตามิ ฮาโกเน่ ฟูจี และก้อ คามากูร่า

มีคำแนะนำมั้ยจ๊ะ

#3 By Pat (124.122.75.130) on 2009-11-24 21:39

เดี๋ยวแวะมาใหม่จ้า

big smile

#4 By Sinith Boonyarat on 2009-11-25 02:40

อ่านเพลินเลยค่ะ
เป็นทริปที่น่าอร่อยมากๆ ^^

#5 By sorbet* on 2009-11-29 00:43