ฉันได้รับคำชมเชยจากคุณครูทั้งสองเสมอว่า  เป็นนักเรียนที่มาเรียนสม่ำเสมอที่สุดคนหนึ่งค่ะ เพราะว่าถ้าฉันไม่ต้องติดตามสามีเวลาที่ไปต่างประเทศ  หรือมีงานสำคัญ  ฉันจะไม่ยอมขาดเรียนโดยเด็ดขาด  และจะไม่ยอมสายด้วย  เพราะจะทานข้าวกลางวันกับครู  รวมเลยเถิดไปถึงข้าวเย็น  และมื้ออื่น ๆ (ถ้ามี)  ส่วนนักเรียนคนอื่น ๆเค้าก็จะมีเหตุจำเป็นต่างกันไป เช่น ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางทีหน้าที่การงานประจำก็บีบบังคับให้มาไม่ได้บ่อย ๆ  ถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง วันธรรมดาก็เรียนหนังสือหนักอยู่แล้ว  เสาร์-อาทิตย์ก็อาจจะมีกิจกรรมอย่างอื่นแทรกทำให้ไม่อาจมาได้เป็นประจำ ส่วนเด็กโตหน่อยที่มาเรียนแบบมีจุดมุ่งหมายเพราะต้องการไปเรียนต่อด้านศิลปะ  มาทำPortfolio  เพราะฉะนั้น จะเห็นหน้ากันก็แค่ช่วงเวลาเดียว  หลังจากนั้นน้อง ๆ เหล่านี้ก็โบกมือบ๊ายบายไปเรียนต่อเมืองนอกกันเป็นแถว โรงเรียนของฉันมีชื่อเสียงมากค่ะ เรื่องที่ช่วยติวเด็ก ๆ ที่ต้องการไปเรียนต่อด้านศิลปะ  ไม่ว่าจะเป็น Parson NewYork, St. MartinLondon, หรือ ที่อื่น ๆ  ซึ่งฉันไม่เคยรู้จักโรงเรียนด้านนี้มาก่อนเลย  เนื่องจาก ไม่ได้จบมาทางสายศิลปะ 

สาเหตุที่ฉันชอบอยู่กับครูโต  เพราะว่าครูเป็นคนน่ารักค่ะ อยู่ด้วยแล้วมีความสุข  จนใคร ๆ ก็บอกว่าฉันติดครู  ซึ่งฉันก็ยอมรับค่ะ  ครูจะคุยให้ฉันฟังในเรื่องต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์สมัยก่อน โดยเฉพาะ สมัยรัชกาลที่ 5, สังคม, แฟชั่น, งาน,เรื่องตลก, จิปาถะต่าง ๆ รวมถึงเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า  ซึ่งฉันเคยคิดอย่างคนพุทธแบบมักง่ายค่ะเช่น ไปทำบุญ-ถวายสังฆทานในวันเกิด, ใส่บาตร ถ้าตื่นไหว, ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต,ทำบุญ-ทำทานบ่อย ๆ แล้วจะดี อะไรประมาณนี้ ส่วนการสวดมนต์ การปฏิบัติศีล 5 การนั่งสมาธิ การปฏิบัติตนให้ถึงนิพพาน  สำหรับฉันแล้วดูเป็นเรื่องไกลตัวและยากเกินกว่าจะทำได้ แต่ก็ได้ครูโตนี่แหละค่ะ  ที่พูดให้ฟังและปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างว่า คุณไม่ต้องเป็นพระเป็นชีก็สามารถทำได้ หลักแนวคิดในการดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท ไม่ทำบาป  และเร่งสร้างแต่บุญกุศลเพื่อเก็บไว้เป็นทุนในชาติต่อๆ ไปจนถึงนิพพาน ขยันขันแข็งในการทำงาน รู้จักเก็บออม ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีชีวิตพอเพียง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข และอื่น ๆ เป็นต้น

ที่สำคัญครูโตไม่เบื่อที่จะสอน และมีวิธีพูดให้คนที่เปรียบเสมือนบัวปริ่มน้ำอย่างฉัน  ซึ่งถูกชักจูงไปได้ง่ายกับความสนุกสนานหลงอยู่กับความโกรธ  หรือในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “กิเลส” ให้กลับมาเห็นความสำคัญของหลักธรรม  แบบไม่ต้องสุดกู่ ทำตัวให้ลำบากแปลกแยกจากสังคมเมือง แต่คือ การใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ประมาท  ทำให้ฉันนึกอยากปฏิบัติ ทุกวันนี้ ฉันไม่อาจบอกได้หรอกนะคะ ว่าฉันได้เป็นบัวพ้นน้ำไปแล้ว แต่ฉันสามารถบอกกับตัวเองและคนอื่นได้ว่า  กำลังพยายามและจะไม่หยุดพยายามค่ะ  

 

ฉันแต่งงานมา 3 ปีกว่าแล้วค่ะ  มาเรียนที่โรงเรียนนี้ก็พอ ๆ กัน เพราะเป็นความตั้งใจหนึ่งหลังจากแต่งงานที่ว่าจะหางานอดิเรกทำ  ซึ่งก็คือเรียนวาดรูป  สมัยก่อนแต่งงาน ฉันช่วยธุรกิจที่บ้านคือ ธุรกิจโรงแรมค่ะ  อยู่ที่พัทยา  ถ้ามีเวลาว่างก็วาดรูปอยู่บ้างเหมือนกัน แต่วาดไปตามใจอยากวาด ไม่ได้รู้ทฤษฎีหรือเป็นจริงเป็นจังอะไร 

มีเพื่อน ๆ หลายคนถามว่า จบคอร์สหรือยัง  เรียนมาก็นานแล้ว  รูปวาดก็เยอะ  ติดบ้านไปเรื่อย จนไม่มีผนังจะแขวนรูปแล้ว  ฉันได้แต่หัวเราะ  บอกว่ายังไม่จบหรอกจ้า  กะจะเรียนไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณครูจะไล่ออก ก็จริงนี่คะ  เพราะว่าฉันไม่เคยคิดจะวาดรูปเดิม  อยากวาดอะไรใหม่ ๆ ไปเรื่อยเปื่อย  แต่ละรูปก็ใช้เทคนิคแตกต่างกัน  ถึงรูปเดียวกันก็เถอะ  ถ้าวาดโดยคนละคน คนละความคิด คนละอารมณ์คนละแนวทาง  แต่ละรูปก็จะออกมาไม่เหมือนกันเลย  นอกจากนี้สำหรับฉันแล้วมีอะไรนอกเหนือจากนั้นอีก ตอนแต่งงานใหม่ ๆ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เป็นการถาวร  ยังไม่มีงานประจำ  เพราะไม่รู่้ว่าจะทำอะไรดี  งานของสามีก็ต้องเดินทางบ่อย ๆ  ถ้าฉันไปสมัครทำงานที่ไหน  แล้วต้องลาเค้าบ่อย ๆ คงไม่ดีแน่  หรือถ้าเปิดบริษัทของตัวเอง  แต่ไม่ดูแล  บริษัทคงไม่เจริญก้าวหน้าแน่นอน  ก็คิด ๆ ไว้ว่าคงเป็นแม่บ้านอย่างเดียว  (ส่วนธุรกิจที่บ้าน  ที่ช่วยดูบัญชี ตอบเมล์รับจองห้อง  ถือว่าเป็นงานเล็กน้อย  ไม่นับแล้วกันนะคะ)  ส่วนจะหาอะไรทำนั้น  ก็แล้วแต่สถานการณ์ก็แล้วกัน  ด้วยสามีเป็นคนขยัน  ชอบทำงาน  วันธรรมดากว่าจะกลับบ้านก็ค่อนข้างดึก ฉันต้องหาวิถีที่จะอยู่ให้ได้โดยมีความสุข  ไม่เป็นภรรยาจอมวีน  

ฉันยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานเลยว่า  เพราะ ครูโต ม.ล.จิราธร จิรประวัติของฉันคนนี้นี่แหละ ที่ทำให้ชีวิตหลังแต่งงานของฉัน ซึ่งฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงนั้น  ราบรื่น มีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้  ครูโตเข้าใจชีวิตประจำวันของฉันดี  ช่วงวันธรรมดาอื่น ๆ ที่ฉันไม่ได้เรียนวาดรูป  ครูโตก็อนุญาตให้ฉันไปหา  พาฉันไปที่ต่าง ๆ ที่ครูได้รับเชิญบ้างหรือที่บ้านบ้าง  คอยช่วยงานครูเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จัดดอกไม้ ถ่ายรูปอาหารลงหนังสือ  ทำให้ฉันไม่เหงา แถมได้กำไรชีวิต เรียนรู้งานด้านต่าง ๆ ที่ไม่เคยได้รุ้จักมาก่อน  นอกจากนี้  เราก็จะไปทานอาหาร ขนมอร่อย ๆ กัน  วันละหลาย ๆ มื้อ ระหว่างนั้น ก็ได้พูดคุยกัน ครูสอนฉันและน้อง ๆ ที่มาด้วยกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องธรรมะ งาน การตลาด แฟชั่น สังคม ความรัก ครูเป็นศิราณีให้กับน้องบางคนที่ยังโสด  และมีปัญหาเรื่องความรัก  ส่วนสำหรับฉันก็เป็นเรื่องศิลปะการครองเรือนค่ะ  เพราะว่าแต่งงานแล้ว  เรื่องความใจร้อน ขี้น้อยใจของฉันซึ่งฉันไม่ทำกับใครนอกจากกับคนใกล้ชิด  อันได้แก่ สามีของฉันนั่นเอง  ครูโตก็จะคอยเตือนทำให้ฉันเย็นลง ได้ข้อคิด มุมมองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มองแต่จากมุมตัวเองในขณะที่กำลังงอนอยู่จนกลายเป็นแง่ลบไปซะ  ซึ่งจริง ๆ แล้ว ฉันก็รู้แหละค่ะ  แต่แหม!  บางทีมันก็อดงอนไม่ได้นี่นา  “พี่แก้วจ๋า รู้แล้วก็ยอม ๆ กุ๊กหน่อยนะคะ”  

เที่ยวรอบโลก

posted on 15 Dec 2009 07:38 by pornpatr  in 3

 


             ทริปนี้เป็นการเดินทางรอบโลกค่ะ  ฟังว่า เที่ยวรอบโลก  เป็นใครก็คงร้อง  โอ้โห อะไรมันจะขนาดนั้น  แต่จริง ๆ แล้ว  เหตุผลหลักของเราก็คือต้องการประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน อันนี้เป็นความรู้ใหม่สำหรับฉันเลย ถ้าเรามีความจำเป็นต้องเดินทางไปหลาย ๆ ที่  วิธีที่ประหยัดที่สุด ก็คือ การบินรอบโลก  เพราะทุกสายการบินมีการรวมกลุ่มกัน เช่นสตาร์อะไลแอนซ์  (Star Alliances)ประกอบด้วย การบินไทย, United Airlines, ANA, Lufthansa,  และอื่น ๆ  หรือ วันเวิร์ลด (One World) ประกอบด้วย Northwest, Qantas,British Airways,  และอื่น ๆ  การรวมกลุ่มกันของสายการบิน สามารถทำให้เราเลือกเดินทางไปในแต่ละเมืองได้ทั่วโลกโดยประหยัดค่าตั๋วเครื่องบินได้มาก  และสามารถสะสมไมล์ได้อีกค่ะ ข้อจำกัดของการเลือกเดินทางแบบนี้ก็คือ  คุณต้องเดินทางไม่น้อยกว่า 10 วัน  แวะพักค้างคืนไม่น้อยกว่า 3 ที่แต่ไม่เกิน 15 ที่  จำนวนไมล์เดินทางทั้งหมดไม่เกิน 29,000ไมล์ และไม่ย้อนกลับไปยังจุดเดิม (โดยแต่ละกลุ่มสายการบิน ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย  ลองสอบถามรายละเอียดดูอีกทีนะคะ)  อีกเหตุผลหนึ่งที่รองลงมาก็คือ  ประหยัดเวลาในการบิน การบินไปในทิศทางที่โลกหมุนรอบตัวเอง  (หันหน้าเข้าประเทศไทยแล้วบินไปทางขวา)  จะทำให้ขาไปเกิดลมส่งท้ายช่วย  ในขณะที่ขากลับ  จะเกิดลมปะทะทำให้ชั่วโมงการบินต่างกัน2-3 ชั่วโมง  โดยเฉพาะหน้าหนาวค่ะ  เพราะลมจะแรงกว่าหน้าอื่น ๆ  เพราะฉะนั้น  การบินรอบโลก ทำให้เราไม่ได้บินทวนลมเลย ก็จะใช้เวลาบินที่ลดลง (ขอขอบคุณพี่เอ๋ย นักบินคนเก่ง สำหรับข้อมูลทางเทคนิคอันนี้นะคะ) และเหตุผลสุดท้ายเป็นเหตุผลส่วนตัวค่ะ คือ  พี่แก้วอยากไปแวะเที่ยว บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนติน่าด้วย  ประเทศนี้ไกลจากประเทศไทยมาก  อยู่ถึงทวีปอเมริกาใต้  แต่ไหน ๆเราก็ต้องไปประเทศอเมริกาอยู่แล้ว การแวะไปเที่ยว บัวโนสไอเรส ก็ทำให้ไปได้สะดวกขึ้น

พฤหัสที่5 – ศุกร์ 6 มีนาคม 2552

            เอาล่ะค่ะ  เรามาเริ่มต้นเดินทางกันเลยดีกว่า  เราแวะ โตเกียว ญี่ปุ่น 1 คืน  เพราะเดินทางไปอเมริกาใช้เวลานาน  แวะเดินเล่นที่ญี่ปุ่นก่อน  ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกัน เราทั้งสองคนชอบญี่ปุ่นอยู่แล้วก็เลยไม่มีปัญหาค่ะ  แต่จริง ๆ แล้ว  พี่แก้วอยากจะแวะที่ไหน  ฉันก็ไม่เคยมีปัญหาหรอก  ฉันออกจะเป็นผู้ตามที่ดี (^^) อากาศที่ญี่ปุ่นหน้านี้ค่อนข้างหนาวเหมือนกัน  ประมาณ 10 องศา และมีฝนนิดหน่อย เราพักกันที่โรงแรมอิมพีเรียลเหมือนเคย  เพราะมีเวลาคืนเดียว เดินเล่น ทานของอร่อยแถวกินซ่าก็พอแล้ว  แต่หนนี้ เราได้ห้องพักที่อยู่ตึกหลัง ทำให้ขลุกขลักนิดหน่อยเวลาออกและกลับเข้าห้อง  ต้องเดินไกล ห้องก็ค่อนข้างเก่า แต่พักคืนเดียวก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ หลังจากเช็คอิน ทานอาหารเช้า อาบน้ำและเผลอหลับไปหน่อย  ก็ออกมาทานอาหารเที่ยงกันที่ มิโดริซูชิร้านใกล้ ๆ โรงแรม  เพราะฝนตกพรำ ๆหรือไงไม่ทราบ  เลยไม่มีคิวค่ะ  โชคดีจัง  เราได้นั่งตรงเคาน์เตอร์ด้วย  ได้เห็นพ่อครัวทำอาหารอยู่ตรงหน้า  พอใครสั่งอะไรแปลก ๆ น่าทาน  เราก็สั่งเลียนแบบได้ง่าย ๆ  ถ้านั่งโต๊ะก็ต้องสั่งแต่ที่มีอยู่ในเมนูเท่านั้น  เนื่องจากพูดญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง  เราทานกันได้นิดหน่อยเอง  คงเพราะเพิ่งตื่น  สั่งโอโทโร ซาชิมิ  และซูชิ 2-3 คำ  พี่แก้วสั่งปูย่างมา 2 ขา  ปูหน้าหนาวนี่อร่อยมากค่ะ  ถ้าได้น้ำจิ้มแซ่บของไทยด้วย  ฉันคงทานได้ไม่ยั้ง  เสร็จจากมิโดริ  ฉันก็แวะ ร้าน Gap ตามเคย  ชอบ Gap ที่ญี่ปุ่นค่ะ สไตล์เสื้อผ้าดูแตกต่างจากอเมริกาเยอะ  แต่เพราะหนนี้ ฉันได้แวะร้าน Gap ที่อเมริกาด้วย  ทำให้มีข้อสังเกตใหม่  คอยติดตามต่อไปนะคะ  มาญี่ปุ่นครั้งนี้ เราตั้งใจจะมาซื้อกระเป๋าเดินทางใหม่ด้วยค่ะ  ใบเก่าของพี่แก้วพังไปแล้ว  เพราะถูกงัดโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สนามบินหลังจากกลับจากอเมริกาครั้งที่แล้ว  ไม่สามารถซ่อมได้เลย  ตอนจะยกกระเป๋าลงจากสายพาน  ฉันแทบช็อกเมื่อเห็นสภาพกระเป๋า  เพราะที่ล็อกพังแบบชนิดไม่สามารถซ่อมได้  กระเป๋าถูกพันเทปแทนการล็อก  มีสติกเกอร์ปิดอยู่  อธิบายถึงสาเหตุความจำเป็นที่ต้องงัดเปิด  แต่ก็ไม่มีอะไรสูญหาย  เราไม่ได้เคลมค่ากระเป๋า  เพราะไม่รู้จะไปเคลมกับใครดี  เราแวะที่ห้าง มิซุโกชิ  เพื่อซื้อกระเป๋าเดินทาง  ยี่ห้อแซมโซไนท์ (Samsonite)  นอกจากเรื่องความทนทานที่ใคร ๆก็ทราบกันดีอยู่แล้ว แซมโซไนท์ของญี่ปุ่นจะมีลักษณะพิเศษคือ มี 4 ล้อ  จากที่กระเป๋าเดินทางปกติมีแค่ 2 ล้อ  4 ล้อทำให้ลากง่ายขึ้นช่วยผ่อนแรงได้ดี  รุ่นใหม่นี้ดีมากๆ เลยค่ะ  ชื่อรุ่น Pixelcube  น้ำหนักเบา ประมาณ 5กิโลกรัมเห็นจะได้ ทำจากโพลีคาร์โบเนท (Polycarbonate) และมีระบบล็อก TSA(เป็นระบบที่เจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยที่สนามบินในอเมริกามีกุญแจเปิดได้  ถ้ามีข้อสงสัย)  ตัวกระเป๋ามีลักษณะลวดลายกลม ๆ เล็ก ๆบุ๋มลงไปเต็มทั้งสองข้างของกระเป๋า ฉันมองว่าน่ารักดี  แต่มันมีประโยชน์มากกว่าความสวยงาม เพราะเค้าออกแบบมาให้คุณสามารถนำสติ๊กเกอร์กลมที่เค้าให้มา 3 สี  ตกแต่งกระเป๋าให้เป็นตามลายที่คุณต้องการ  และให้แตกต่างจากคนอื่น เพื่อความสะดวกในการจดจำกระเป๋าตัวเอง  นี่แหละค่ะ  คือข้อแตกต่างของญี่ปุ่น  เค้าเป็นชาติที่ช่างคิดจริง ๆ  ทริปนี้  ฉันได้ไปหลายที่แต่ก็ไม่เห็นที่ไหนนำกระเป๋ารุ่นนี้มาขาย  คงหาซื้อได้แต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น  พอได้กระเป๋าแล้ว  ก็ตั้งใจจะนำมาเก็บที่โรงแรมก่อน  ระหว่างทางกลับโรงแรม  เราผ่านร้านนึง  ฉันจำชื่อร้านไม่ได้  ปกติถ้าพี่แก้วทำงาน  ฉันจะแวะมานั่งร้านนี้ประจำ เป็นร้านที่มีบรรยากาศเหมือนคาเฟ่ในฝรั่งเศสค่ะ  เมนูมีแต่ภาษาญี่ปุ่น และฝรั่งเศส  ฝนตกพรำ ๆฉันเลยชวนพี่แก้วนั่งทานกาแฟ ดูฝน ทำโรแมนติกก่อนกลับโรงแรม  คนเสริฟก็มีคนฝรั่งเศสด้วยนะคะ  คงเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน  ฝึกงาน  ยังดูเด็ก ๆ อยู่ หล่อเชียว  มื้อเย็นวันนี้ พี่แก้วเลือกยาคินิคุค่ะ เป็นร้านเนื้อย่างชื่อ Korean Diner อยู่บนถนนกินซ่านี่แหละ  ความอร่อยไม่ต้องบรรยาย  เนื้อที่ญี่ปุ่นนี่สุดยอดอยู่แล้ว  พี่แก้วเล่าว่า  แต่เดิมญี่ปุ่นไม่ทานเนื้อวัวหรอกค่ะ  เค้าทานแต่อาหารทะเล  เพราะพื้นที่เป็นเกาะ  อาหารทะเลหาง่าย  ส่วนพวกวัวควายจะเป็นสัตว์ที่มีไว้ทำนามากกว่า จนเมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้วนั่นแหล่ะ  ถึงได้เริ่มทานเนื้อสัตว์อื่นมากขึ้น  เนื้อย่างจำพวกยาคินิคุ ญี่ปุ่นก็ได้วัฒนธรรมมาจากประเทศเกาหลี  แต่ด้วยความที่เป็นประเทศช่างกิน ละเอียดอ่อน  มีการคิดค้นพัฒนา ทำให้ญี่ปุ่นสามารถปรับปรุงพันธ์ุวัวเนื้อให้มีคุณภาพโดดเด่น อย่างเช่นที่พวกเรารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เช่น เนื้อมัตซึซากะ วากิว  แต่จริง ๆ แล้วจะมีเนื้อวัวจากเมืองต่างๆ ที่มีรสชาติเฉพาะตัวอีกนะคะ เวลาดูรายการพากินพาเที่ยวของญี่ปุ่นแล้ว  จะเห็นแต่ละร้านเค้าจะเจาะจงเลยว่า  ร้านเค้าต้องเนื้อวัวจากเมืองนู้น เมืองนี้เท่านั้น  เอาล่ะค่ะ  ออกจากร้านแล้วเราสองคนก็เดินย่อยอาหารกลับโรงแรมกัน  ถึงห้องพี่แก้วก็งีบ  ส่วนฉันนั่งอ่านหนังสือซักพัก แล้วก็ปลุกพี่แก้วลงมานั่งทานกาแฟกับขนมเค้กที่ล้อบบี้โรงแรม  ฉันสั่งมองบลังก์เค้กค่ะ  เป็นเค้กเกาลัด  อร่อยมาก  ได้ทานขนมอร่อย ๆ ค่อยขึ้นนอนสบายใจหน่อย 

เสาร์7 มีนาคม 2552

            ตื่นมาสายมากแล้ว  เลยทานเช้าควบเที่ยงไปเลย  เราไปร้าน ซาคุโระ  พี่แก้วสั่งสุกี้ยากี้เนื้อ ส่วนฉันสั่งอาหารชุดสำหรับมื้อเที่ยง  เป็นหมูผัดขิง รสชาติกลมกล่อม อาจจะรสอ่อนกว่าหมูผัดขิงของไทยเราหน่อย  แต่ก็อร่อยไม่แพ้กันเลย เสริฟพร้อมสลัด ข้าว และซุป จากนั้นเราก็เดินเล่นบนถนนกินซ่า บ่ายวันเสาร์อย่างนี้ กินซ่าปิดเป็นถนนคนเดินค่ะ คนออกมาเดินเล่น นั่งเล่นกันเต็มไปหมด  เราแวะไปนั่งทานกาแฟที่ ร้าน Gucci Café  ร้านอยู่บนชั้น 4 ของร้านกุซซี่  ตรงถนนกินซ่า แยกหอนาฬิกา  ร้านสวยเก๋  ถือเป็นการอัพเดตร้านใหม่ ๆ ของเราค่ะ  ต้องขอขอบคุณพี่หนู 124ที่ส่งลิงค์มาให้ดูก่อนออกเดินทาง ทานเสร็จก็ต้องรีบจ้ำกลับโรงแรม ขึ้นรถบัสไปสนามบิน เรากำลังจะไป เมืองลอส แองเจลลิส ประเทศอเมริกา แต่ก่อนไป  ขอแนะนำร้านน่ารักๆ ที่สนามบินนาริตะนิดนึง หลังจากเช็คอินเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองนะคะ  เดินไปทางขวาสุดจะมีห้างเล็ก ๆ อยู่  มีร้านขายของกระจุ๊กกระจิ๊กอยู่ตรงข้ามกับร้านหนังสือ  ร้านนี้ขายเครื่องสำอางค์และของจิปาถะต่าง ๆ พวกเครื่องสำอางค์จะย่อขนาดลง ไซส์เล็กน่ารักมาก บางอย่างจะมีเชือกห้อยติดกับมือถือได้ เช่น มาสคาร่ามือถือ,ที่ปัดแก้มมือถือ, กระจกมือถือ, และฯลฯ ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งค่ะ 

            โชคร้ายจังเลยค่ะ  ฉันนอนไม่หลับตลอดทั้งไฟลท์  อ่านหนังสือจบไป 2 เล่ม  ดูหนังไป 2 เรื่อง  ที่ แอลเออากาศกำลังสบายไม่หนาวเลย น้องบี เพื่อนรุ่นน้องของพี่แก้วที่ทำงานอยู่ที่แอลเอขับรถมารับเราที่สนามบิน  พาไปเช็คอินที่โรงแรม  เราพักที่โรงแรมดับเบิลยู (W HotelWestwood)  หลังอาบน้ำสบายตัวแล้ว น้องบีก็พาเราไปทานอาหารร้านชื่อ The Stinking Rose  ร้านแต่งแนวผี ๆ ค่ะ  อาหารทุกอย่างทำจากกระเทียม เรียกได้ว่าทานแล้วไม่ต้องกลัวผีฝรั่งแน่นอน  ส่วนผีไทย จีน หรือชาติอื่น  ก็ตัวใครตัวมันนะคะ ร้านตกแต่งแนวแฟนซี แปลกตา  ร้านค่อนข้างใหญ่ โต๊ะนั่งมีเป็นโต๊ะปกตและโต๊ะที่มีลักษณะเป็นเต้นท์ หรือกระโจม  ซึ่งแบบหลังคนเลือกนั่งเต็มหมดค่ะ  ฉันว่าคงเพราะมันมีความเป็นส่วนตัว  ถ้าเราไม่ได้โต๊ะสุดท้ายของแถว  ฉันคงไม่รู้เหมือนกัน  ว่ามีลูกค้านั่งอยู่เต็ม  อาหารอร่อยใช่้ได้เลยค่ะ  ขนมปังมาเริ่มต้นก็เริ่ดมาก  อบมาหอมกรุ่น  ให้ทานกับกระเทียมผัดน้ำมัน  อาหารจานค่อนข้างใหญ่ทีเดียว  เราสั่ง ซุปหอยมาแชร์กันก่อน  รสชาติเข้มข้นดี ส่วนจานหลัก พี่แก้วสั่งปูนึ่ง น้องบีสั่ง กระดูกหมูอบ แต่เลาะกระดูกให้แล้ว  (จานนี้เป็น signature ของร้าน  อร่อยมาก)  นุ่มเปื่อยแทบละลายในปาก ของฉันไม่อร่อยที่สุดเลยค่ะ เป็นสปาเก็ตตี้หอยลายที่น้ำนอง เส้นนิ่มเกินไป เลยแย่งน้องบีกับพี่แก้วกินเป็นส่วนใหญ่  น้องบีแนะนำว่า ห้ามพลาดไปเข้าห้องน้ำ ฉันเลยขอแวะไปดูสักหน่อย ห้องน้ำน่ากลัวค่ะ  บรรยากาศวังเวง  แบ่งส่วนนึง  เป็นที่ตั้งหุ่นคนนั่งบนเก้าอี้โยกและตาเบิกโพลง  ซึ่งฉันคิดว่าคงถูกฆ่าตาย  เพราะมีเลือดปลอมเลอะอยู่บนเสื้อ  ข้าง ๆ ก็มีโลงตั้งประกอบฉากด้วย  เป็นกิมมิกของร้านละมั้ง  พอทานอาหารเสร็จ  เราก็ไปเดินเล่นแถวถนน โรดิโอ ไดรฟ์  หวังจะได้กระทบไหล่ดาราฮอลลีวู้ด  แต่ก็ไม่ได้เจอใครหรอกค่ะ  ที่นี่ร้านค้าสวย ๆ เต็มไปหมด  รถดี ๆ ก็เยอะมาก  ทั้งพอร์ช เฟอรารี่ แลมเบอกินี  มีให้เห็นตลอดทาง  เรานั่งแวะพักขาดื่มกาแฟกันที่สตาร์บัคส์ พี่แก้วก็เม้าท์ว่า คนที่มาดื่มกาแฟที่นี่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับฮอลลีวู้ด  ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  คนนั้นก็อาจจะเป็นคนเขียนบท  คนนู้นอาจเป็นผู้กำกับ  เป็นที่สนุกสนานกันไป  บ่ายแก่ ๆ  ฉันเริ่มอาการแย่ค่ะ เริ่มง่วง  ขึ้นรถเป็นหลับ  เค้าพาไปไหนก็ไปนั่น  แล้วเราก็มาโผล่ที่ เวนีซบีช (Venicebeach)  ซึ่งพี่แก้วมั่นใจว่า  เป็นบีชเดียวกับที่นางเอกหนังเรื่องนิกิต้า Nikita มาอาศัยอยู่หลังจากหนีพระเอกมา  เพราะไม่อยากจะเป็นนักฆ่าอีกต่อไป  หนังเรื่องนี้ เดิมเป็นหนังฝรั่งเศส ชื่อ La femme Nikitaรู้สึกเหมือนจะนำมาทำเป็นซีรีส์ด้วย ฉันชอบหนังเรื่องนี้มาก ตอนจบเศร้า ไม่มีใครสมหวังซักคน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทาง ฉันเดินตามพี่แก้วและน้องบีไปตามหาด ลมแรง หนาวมาก  ด้วยความที่เพิ่งตื่นขึ้นมา  นึกว่าเรากำลังเดินไปร้านอาหาร  แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่หรอกค่ะ  เรากำลังมาเดินเล่น  พอรู้ความจริงเท่านั้น  ฉันเลยบอกว่า เดินไม่ไหวแล้ว  หนาวเกิน  เราจึงไปนั่งดื่มกันที่บาร์หน้าหาด  บรรยากาศสนุก ๆ มันส์ ๆ ดีค่ะ  เป็นอเมริกันเต็มตัว ทีวีก็เปิดช่องกีฬา  คนคึกคัก  เพลงก็คึกคัก ฉันสั่งน้ำโค้ก น้องบี ชาเย็น พี่แก้ว แชมเปญ  ดื่มกันไป คุยกันไป  พอหมดแก้ว  ก็ขึ้นรถ  ไปร้านอาหารเย็นกัน ฉันก็ได้เวลาหลับต่อ พอถึงร้านอาหารก็ตื่นค่ะ เป็นร้านอาหารอิตาลีชื่อ Ago คนแน่นมากทีเดียว  เราได้โต๊ะซึ่งเล็กมาก  อยู่บริเวณส่วนต่อเติมของร้าน  มีต้นพลูด่างเลื้อยจากพื้นจนถึงเพดาน  ง่าย ๆ แต่ดูรีแลกซ์ดีจัง  พอขนมปังเริ่มเสริฟ  ฉันก็ชิมทันที  สำหรับฉันแล้ว อาหารจะอร่อยหรือเปล่า ขนมปังสามารถบอกได้เลยค่ะ ถ้าร้านไหนขนมปังอร่อยแล้ว ส่วนใหญ่อาหารก็จะอร่อยไม่แพ้กัน แต่ถ้าเริ่มต้น ขนมปังก็ไม่ประทับใจแล้ว อาหารก็จะ... แหมพูดยากค่ะ แต่จะไม่อร่อยซะมากกว่า ขนมปังที่นี่อร่อยมากเลยค่ะ จนฉันทนไม่ไหว ต้องขอให้เค้ารีบเก็บไปก่อนจะทานหมดตะกร้า  จะอิ่มก่อนได้ทานอาหารจานหลัก  ผลการตรวจร่างกายของฉัน ฉันมีไขมันไม่ดีท่ีเรียกว่า ทรานส์ (Trans fat) เกินมาตรฐาน หมอบอกว่าไขมันประเภทนี้มีอยู่มากในอาหารจำพวกเบเกอรี่  เพราะฉะนั้น  ฉันควรเพลา ๆ ขนมปัง เพสตรี้ และเค้กลงบ้าง  เราก็สั่งอาหารมาแชร์กันเหมือนเดิม  พี่แก้วนึกยังไงก็ไม่รู้  พูดขึ้นมาหลังสั่งอาหารเสร็จแล้วว่า  เราน่าจะสั่งสปาเกตตี้ด้วยนะ  เพราะร้านอิตาลี  พวกเส้น ๆ น่าจะอร่อย  ซึ่งตรงกับใจฉันพอดี  อยากทานแก้มือเมื่อกลางวันซึ่งไม่อร่อย  น้องบีสั่งให้  โดยบอกกับพนักงานว่า พวกเรากำลังไดเอทแบบโลคาร์บ (Low Carbohydrate) ขอเส้นน้อย ๆ ไม่ผิดหวังเลยค่ะ อร่อยกว่าร้านเมื่อกลางวันเยอะ เส้นกรุบ ๆ นิ๊ดนิด ผัดมาแห้ง ๆ รสชาติดีมาก เสร็จจากอาหารเราก็กลับมาที่โรงแรมค่ะ  แต่ยังไม่ขึ้นนอนเลยนะคะ  เพราะว่าโรงแรมดับเบิลยูนี่  คอนเซปต์เค้าจะทำลอบบี้ให้เป็นบาร์ นั่งดริงก์  ชิลด์ ๆ เก๋ ๆ  ถูกใจพี่แก้วเป็นอย่างยิ่ง  เราก็จะนั่งคุยกัน ดริงค์กัน  ก่อนเข้า เค้าตรวจบัตรด้วยค่ะ ฉันซึ่งไม่ได้พกพาสปอร์ตต้องกลับขึ้นไปหยิบบนห้อง พนักงานที่ตรวจบัตรรู้ว่าฉันต้องขึ้นไปห้องเพื่อการนี้  เลยพูดเอาใจว่า  เธอน่าจะภูมิใจนะ  ว่าหน้ายังเด็กอยู่  ฉันเลยต้องตรวจพาสปอร์ตเธอ  เลยทำให้ฉันยิ้มออกได้ค่ะ  นั่งดื่มไปสักพัก  ฉันเริ่มจะหลับคาโต๊ะซะให้ได้  เลยขอตัวขึ้นห้องก่อน  ซักพัก  พี่แก้วกับน้องบีตามขึ้นมา  ตกลงว่าน้องบีต้องเปิดห้องพักที่นี่ด้วย  เพราะดื่มแล้วก็เริ่มมึน ๆ  ไม่ควรขับรถค่ะ  แถมกฎหมายที่นี่ก็เข้มงวด  ถ้าโดนจับหรือเกิดอุบัติเหตุละก็  ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่  “ดื่มไม่ขับ” คือคอนเซปต์ของเราค่ะนั่งคุยกันถึงประมาณเที่ยงคืน ฉันกับพี่แก้วก็เดินไปส่งน้องบีที่ห้อง  แล้วก็กลับมานอน พรุ่งน้ีเราต้องบินไปฟิลาเดเฟียแต่เช้า  

อาทิตย์8 มีนาคม 2552

            ที่ฟิลาเดเฟีย  เราเช่ารถขับ  โดยมีจีพีเอสที่เรานำมาจากเมืองไทยแต่มีแผนที่ของอเมริกาเป็นผู้ช่วย  ขับมาสักพักยังไม่ถึงโรงแรม  พี่แก้วก็ถามฉันว่า  อยากจะทานเฝอแถว ๆย่านเวียดนามที่เราเคยมากันมั้ย ฉันประหลาดใจจริง ๆ เราไม่ได้มาฟิลาเดเฟีย 2 ปีแล้ว พี่แก้วยังจำทางได้อีกเหรอ ถึงจะมีจีพีเอสก็เถอะ เค้าจำได้ยังไงว่าเรากำลังจะผ่านย่านนั้น  เป็นความสามารถที่แฝงมากับยีนส์ Y ของเพศชายแน่นอนเลยค่ะ  เพราะฉันไม่มี  ฉันตอบตกลงทันที ได้ทานเฝอร้อน ๆ ย่อมดีกว่าอาหารฝรั่งเป็นไหน ๆ  แถมในย่านนั้นยังมีร้านขายชาไข่มุกอีกด้วย  ของโปรดของฉันเลยค่ะ  เฝอที่นี่ชามใหญ่จริง ๆ  ไม่ใช่เยอะเฉพาะเส้นนะคะ  ทั้งเนื้อ ทั้งลูกชิ้นก็เยอะด้วย  ขนาดว่าฉันพยายามทานแต่เนื้อ  ไม่ทานเส้นแล้ว  ก็ยังขอยอมแพ้  ราคาประมาณ 7 เหรียญต่อชาม  อาหารที่อเมริกา ฉันว่าไม่แพงนะ เมื่อเทียบกับคุณภาพและปริมาณ จะเห็นได้เลยว่า ราคาสมเหตุสมผล ถ้าลดปริมาณอาหารลงให้เท่ากับของไทยเรา  แต่คุณภาพเดียวกัน แล้วคำนวณราคาดู ฉันคิดว่าไม่ต่างกัน เราพักโรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน (Ritz Carlton) ที่เราเคยพักเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ระหว่างเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์เช็คอิน  ฉันรู้สึกว่า โรงแรมนี้ดูแปลกตาไป  ล้อบบี้โรงแรมปรับเปลี่ยนโฉมใหม่  มีส่วนของบาร์เพิ่มขึ้น  เสาโรมันรอบ ๆ ล้อบบี้แบบคลาสิกนั้น  มีการเล่นไฟสีชมพูดูโมเดิร์นขึ้น  จนฉันอดแปลกใจไม่ได้  ถามพนักงานโรงแรม ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าได้มีการปรับปรุงโรงแรมใหม่เมื่อประมาณปีที่แล้ว ฉันว่ามันเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัว  เพิ่มแสงและสีเข้าไปทำให้ดูทันสมัย แปลกตา  แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายภาพลักษณ์เก่าแก่ของโรงแรมเสาโรมัน โดมกลางยุคคลาสิกเลย ขอชื่นชมสถาปนิกผู้ออกแบบจริง ๆ ค่ะ หลังจากพักผ่อนกันสักครู่พี่แก้วชวนฉันไปดื่ม (อีกแล้ว)ที่ร้านฝั่งตรงข้ามโรงแรม  ชื่อร้าน McCormick& Schmick's Seafood Restaurant พี่แก้วสั่งหอยนางรมมาแกล้มกับแชมเปญ  ฉันสั่งขนมกับกาแฟลาเต้ค่ะ  เสร็จแล้วก็กลับโรงแรม  ฉันได้โอกาสเปิดคอมพิวเตอร์  นั่งทำงานนิดหน่อยก่อนเข้านอน พี่แก้วต้องเข้าเรียนแต่เช้าวันพรุ่งนี้ 

จันทร์9 มีนาคม 2552

            ตื่นเช้ามา  พี่แก้วป่วยค่ะ  ตัวร้อน นอนซมจนต้องสั่งอาหารเช้ามาทานบนห้อง  ซึ่งคืออาหารเช้าบวกเที่ยงของเรา  ด้วยความหิว  ฉันลืมตัวว่าอาหารที่นี่ปริมาณใหญ่  ฉันสั่ง ไข่เบเนดิกส์ (Eggs benedict) 2 ที่  ซึ่งเสริฟมาที่ละ 2ฟองพร้อมแฮมและแป้งมัฟฟิน สโมคแซลมอน พร้อมเบเกิลปิ้ง 1 ที่ ผลไม้รวม 1 ที่ กาแฟ 2ที่และน้ำส้มคั้น 2 แก้ว พออาหารมาเสริฟ  โอ้โหเยอะมากถึงมากที่สุด ใครจะไปทานหมด  ฉันถึงกับรู้สึกผิด  สั่งอาหารเวลาหิวก็เป็นแบบนี้แหล่ะค่ะฉันเก็บผลไม้รวมใส่ตู้เย็นไว้ให้พี่แก้วทานก่อนนอนคืนนี้  หลังทานเสร็จแล้ว  พี่แก้วก็ทานยาลดไข้และหลับต่อ  พอบ่ายแก่ ๆ พี่แก้วอาการเริ่มดีขึ้น  เราจึงออกมาเดินเล่นกันแถว ๆ โรงแรม  แวะร้านหนังสือ  มีหนังสือลดราคาน่าซื้อเยอะแยะเชียวค่ะ  พี่แก้วเลือกมา 3 เล่ม  หนักเอาการ  ฉันเห็นดีด้วย เพราะเป็นคนชอบหนังสือเหมือนกัน เดี๋ยวค่อยหาทางแบกเอาทีหลัง ส่วนฉัน  ซื้อของเล่นค่ะ  เป็นตุ๊กตาไขลานรูปสัตว์ต่าง ๆน่ารักมาก  บางตัวกระโดดได้ด้วย  ที่เมืองไทยก็มี  แต่ไม่มากสี มากลายเท่านี้  กะว่าซื้อเป็นของฝากให้พี่ชาลีพลอยแกมเพชร  สำหรับมื้อเย็น  เราเลือกอาหารจีน  ทางโรงแรมเลือก ร้าน Susanna Foo  อาหารก็อร่อยพอใช้ค่ะ  ไม่มีอะไรโดดเด่นนัก  อาหารจีนที่อเมริกาก็จะเป็นทำนองนี้  สไตล์จีนแผ่นดินใหญ่ สำหรับฉันอาหารจีนต้องฮ่องกงถึงจะถูกปาก  แต่ต่อมาเช็คดูในเน็ต ถึงได้รู้ว่า ร้านที่เราไปก็ไม่เลวทีเดียวติด ท็อป 5 ร้านอาหารในฟิลาเดเฟียด้วย 

อังคาร10 มีนาคม 2552

            วันรุ่งขึ้นฉันขับรถไปส่งพี่แก้วที่มหาวิทยาลัย  พี่แก้วเรียนที่ วาร์ตัน (WhartonSchool, Philadelphia University) จริง ๆแล้วเหมือนยืมสถานที่เค้าเรียนมากกว่า เพราะพี่แก้วเข้าเรียนในโปรแกรมประกาศนียบัตรของ ICSC University ofShopping Centers เรียนทั้งหมด 3 วัน ในปีนี้เรียนเกี่ยวกับ The Basics of Developing Mixed-Use RetailProjects เป็นการใช้พื้นที่ของศูนย์การค้าแบบผสมผสาน เช่น มีห้างสรรพสินค้าอยู่รวมกับคอนโดมิเนียม โรงแรม ออฟฟิศ เป็นต้น  การเรียนหาความรู้เพิ่มเติมเป็นสิ่งดีค่ะ  อย่างคำพูดที่ว่า“ไม่มีใครแก่เกินเรียน” ปีนี้ฉันไม่ได้มีโอกาสเข้าไปเดินเล่นใน ยูเพนฯ  แต่จำบรรยากาศปีแรกที่เข้าไปเดินเล่นได้ว่า ตึกเรียนในมหาวิทยาลัยนี้เก่าแก่และสวยงามมาก  มีต้นไม้ใหญ่ ๆ เต็มไปหมด  พี่แก้วพาฉันไปถ่ายรูปกับคำ LOVE สีแดงที่ตั้งอยู่ในสวน เราซื้อโดนัทกับกาแฟมานั่งกินกันด้วย  ระหว่างที่มัวแต่สาละวนถ่ายรูป  เจ้ากระรอกแสนซนแถวนั้นก็แอบดอดมาขโมยโดนัทของเราไปกิน  เจาะถุงเอาโดนัทไปเลยค่ะ พอเราเปิดถุงดูอีกทีก็เหลือแต่ถุงเปล่าซะแล้ว  ทั้งขำทั้งหมั่นไส้กับความเจ้าเล่ห์ของมันจริง ๆ  หลังจากส่งพี่แก้วลงแล้ว  ฉันก็ขับรถกลับโรงแรม  และออกไปเดินเล่นรอบ ๆ โรงแรม  แวะร้านขายยาซื้อวิตามินซีให้พี่แก้วทาน  ถ้าใครเป็นหวัด  วิตามินซีช่วยได้นะคะ  เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง  อากาศค่อนข้างหนาวประมาณ 10องศาเห็นจะได้  แต่เทียบกับ 2ปีที่แล้วไม่ได้เลยค่ะ ตอนนั้นหนาวกว่านี้อีก หิมะตก ลมแรง เดินแทบจะปลิวไปตามลม  ทรมาณมาก  ฉันทานอาหารเที่ยงที่โรงแรม  โดยตั้งใจจะสั่ง ไก่อบ แต่่สั่งผิดค่ะได้สลัดไก่ มาแทน  แต่ก็อร่อยนะคะ  ถือซะว่า ทานอาหารเพื่อสุขภาพ  ช่วงบ่ายฉันถือโอกาสไปนวด  นวดในโรงแรมเนี่ยะแหละค่ะ  ไม่ได้ไปไหนหรอก  ใครบอกว่านวดของไทยดีที่สุด  ฉันขอแย้งนิดนึงว่า  ของที่เมืองนอกก็ใช้ได้ทีเดียวนะคะ  ฉันเลือกคอร์ส 4 แฮนด์  คือมีคนนวด 2 คน  พอไปถึงสปา  ปรากฏว่า หนึ่งในสองเทราพิสของฉันนั้นเป็นผู้ชายตัวโตมาก  ฉันตะลึงไปเลย  นึกอยู่ในใจว่า ลืมเฉพาะเจาะจงขอเทราพิสผู้หญิง  แถมเค้ายังให้ถอดทุกอย่างเลยค่ะ  ฉันก็นอนใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ  คิดอยู่ว่า เป็นไงเป็นกัน อย่างน้อยก็มีคนนวดผู้หญิงหนึ่งคนล่ะ  คงไม่เป็นไรหรอก ผลปรากฎว่า  เค้านวดดีมาก ๆเลยค่ะ เค้ามีเทคนิคใช้ผ้าเช็ดตัวปกปิดส่วนนั้นส่วนนี้ด้วยความชำนาญ  และด้วยความเป็นมืออาชีพ  ความเขินอายของฉันเลยหายไป  มีแต่ความสบายมาแทนที่  พี่แก้วเคยนวดกับผู้ชายฝรั่งมาก่อน  และบอกกับฉันว่า  ชอบเพราะมือฝรั่งเค้าใหญ่เวลานวดแล้วรู้สึกสบายกว่า แถมน้ำหนักในการนวดก็ถึงใจดี ฉันเห็นด้วยก็คราวนี้ล่ะ ที่เมืองนอกนี่ สถานที่เค้าจะไม่เน้นมากนัก ห้องค่อนข้างเล็กและเรียบธรรมดา แตกต่างจากของเราซึ่ง สวย เลิศ หรู อลังการ  อีกอย่างที่แตกต่างก็คือ เตียงนวดเค้าจะอุ่นร้อนด้วย ทำให้กล้ามเนื้อของเราผ่อนคลายขณะนวดได้มากกว่า  ระหว่างนอนหงาย เค้าก็จะมีที่รองบริเวณหัวเข่า พอนอนคว่ำ ก็มีหมอนรองตรงข้อเท้า สิ่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า เค้ามีความรู้เป็นอย่างดีในการจัดสรีระของร่างกายเราให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง  ไม่ทำให้เกิดการกดทับขณะนวด  เสร็จจากนวด  ฉันลงมาติดต่อก็องเชียสของโรงแรมให้จองร้านอาหารอิตาเลี่ยนชื่อVetri  ที่คุณเฮ้าส์ เพื่อนทาง Hi5ของฉันเป็นผู้แนะนำ แต่ร้านเต็มค่ะ น่าเสียดายจัง ก็องเชียสเลยแนะนำร้านใหม่ที่ เชฟ Vetri ผู้นี้ไปเปิด  ร้านนี้จะค่อนข้าง casual กว่าชื่อว่าOsteria ฉันขับรถไปรับพี่แก้วที่มหาลัย แล้วก็ไปร้านอาหาร อาหารที่ร้านนี้อร่อยพอประมาณ ออกจะคล้าย ๆ อาหารเยอรมันมากกว่า พี่แก้วบอกว่าก็ไม่แปลกใจ เพราะชื่อร้านก็คือชื่อเมืองในอิตาลีที่ใกล้กับเยอรมัน  ทำให้อาหารคล้ายอาหารเยอรมัน  คือ ค่อนข้างจะหนักและมัน  ในขณะที่ฉันชอบอาหารอิตาลีตอนใต้  ที่เบากว่าและปรุงโดยน้ำมันมะกอก  กลับถึงโรงแรม  เรานั่งคุยเล่นกันที่ล็อบบี้โรงแรมที่ปรับโฉมใหม่ซักพัก  ก่อนขึ้นห้อง  ที่ล็อบบี้มีแขกนั่งอยู่จำนวนพอสมควร  ไม่โหลงเหลงนัก  ด้วยความที่ฉันอ่านหนังสือ Notebookของคุณโน้ต อุดม แต้พานิชก่อนนอน ซึ่งในหนังสือนั้น เป็นบันทึกช่วงที่คุณโน้ตไปคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ  และใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลีย  ทำให้ฉันที่ตื่นมากลางดึก  หลงนึกว่าตัวเองอยู่ออสเตรเลียไปกับคุณโน๊ตด้วย  เดินงงอยู่ซักพัก  ก่อนจะรู้สึกตัวและเข้านอนต่อ

พุธ11 มีนาคม 2552

            ฉันทำตัวนิสัยไม่ดีอีกแล้ว  ขี้เกียจขับรถค่ะ  เลยบอกให้พี่แก้วนั่งรถแท็กซี่ไปเอง  ส่วนฉันก็หลับต่อ ตื่นมาก็เดินออกไปหาร้านที่จะทานมื้อเที่ยงโดยยังไม่รู้ว่าจะทานที่ไหนหรืออาหารอะไรดี  เดินจากโรงแรมไป 2บล็อก  ฉันก็ผ่านหน้าร้านนึงชื่อ LeBec-fin  จำได้ว่าเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ติดท็อป 5 ในเมืองนี้  ร้านเปิดสำหรับมื้อเที่ยงซะด้วย  ฉันเลยพาตัวเองไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ในร้าน  ร้านไม่ใหญ่มากนัก  ตกแต่งสวยงามด้วยโคมไฟแชนเดอเลีย  คิดถึงพี่แก้วจัง  พี่แก้วน่าจะชอบร้านนี้  ฉันสั่ง เป็ดอบ Duck de Confit อาหารฝรั่งเศสก็มีไม่กี่อย่างหรอกค่ะ  จะแตกต่างกันก็ตามรสมือของเชฟ  (ในความคิดของฉันเองนะคะ)  แล้วก็สั่งขนม เค้ามีเมนู sample ด้วยค่ะ  คือให้เลือกเค้กขนาดเล็กได้ 3ชิ้นจากเมนูในราคา 2 ใน 3 เป็นที่ถูกใจฉันอย่างยิ่ง ด้วยนิสัยชอบชิมหลาย ๆ อย่าง เลมอนทาร์ตอร่อยมากค่ะ อ้อ  ลืมบอกไปว่า เป็ดก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ฉันขอให้คะแนนเต็มสิบให้กับอาหารจานนี้ที่ร้านนึงที่อยู่ในเมืองคานส์ประเทศฝรั่งเศส ช่ือร้านว่า Le petit chaperon rouge (แปลว่า หนูน้อยหมวกแดง)ค่ะ  ร้านนั้นเป็ดอร่อยสุด ๆ  เนื้อเป็ดนุ่ม แทบละลายในปาก  น้ำซ๊อสที่มากับเป็ดก็หอมมันรสชาติกลมกล่อมมาก มันบดที่เป็นเครื่องเคียงก็เข้ากันจนหยุดทานไม่ได้  กว่าจะรู้ตัวก็หมดจานซะแล้ว  เจ้าของร้านชอบประเทศไทยมาก  มาเมืองไทยหลายครั้ง  พูดภาษาไทยได้หลายคำเลยค่ะ  เสร็จจากมื้อเที่ยง  ฉันแวะเดินเข้าไปดู Gapเดินไปเดินมาอยู่ในร้านซะนาน ถึงได้เห็นข้อแตกต่างระหว่างร้านแก๊ปที่ญี่ปุ่นกับอเมริกา  ที่อเมริกาจะเน้นเสื้อยืดกางเกงยีนส์  กางเกงสีกากี  ในขณะที่ ญี่ปุ่นจะมีของที่ดูอัพเกรดกว่ามีชุดเดรส และเสื้อที่ถึงแม้จะเป็นยี่ห้อแก๊ป แต่ก็จะออกแนวโนเนะ  ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น  แบบใส่ไปใคร ๆ ก็รู้ว่า  ซื้อมาจากญี่ปุ่นแน่ ๆ  และที่สำคัญคือ การจัดร้าน  ที่ญี่ปุ่นจัดร้านได้สวยน่าซื้อกว่าเยอะเลยค่ะ ที่อเมริกาจัดร้านค่อนข้างเชย ไม่แฟชั่นเลย ทำให้ทั้งเสื้อผ้าในร้านรวมถึง accessories ไม่น่าสนใจเท่าที่ควร  แต่ราคาน่าสนนะคะ  ถูกกว่าที่ญี่ปุ่นเยอะ  แต่แหม  ก็แก๊ปเป็นแบรนด์ของอเมริกันหนิ  ก็ต้องถูกกว่าเป็นธรรมดา ฉันตัดสินใจนำหนังสือที่พี่แก้วซื้อเมื่อวานมาส่งไปรษณีย์กลับเมืองไทยแทนค่ะ  เพราะมันหนักมาก  เรายังต้องเดินทางอีกไกล  ขนไม่ไหว  ที่ทำไปรษณีย์อยู่ข้าง ๆ โรงแรมเอง  ตอนฉันไปเข้าคิว แถวค่อนข้างยาวเหมือนกัน แต่ก็เสียเวลาไม่นาน กลับมาถึงห้อง พี่แก้วกลับมาแล้ว เพราะเราต้องเตรียมเช็คเอ้าท์ไปสนามบิน  พวกเรากำลังจะไป บัวโนสไอเรส อาร์เจนติน่าค่ะ  โชคดีที่เรามาสนามบินเร็ว  เลยรู้ว่าเที่ยวบินที่เราจะบินไปวอชิงตันดีซี ดีเลย์ ซึ่งจะทำให้เราพลาดเครื่องที่ต่อไปบัวโนสไอเรสด้วย แต่เพราะได้รับความช่วยเหลือจากพนักงานสายการบินยูไนเต็ด  ทำให้เราเปลี่ยนเที่ยวบิน  โดยบินไฟลท์ที่กำลังจะออกภายใน 15นาทีนี้เลย  พอได้รับตั๋วเสร็จ  เราต้องรีบวิ่งไปที่เกททันที  หลังจากนั่งพักหายใจหายคอในเครื่องแล้ว  ฉันนั่งอ่านบอร์ดดิ้งพาส  ทำให้ทราบว่าเครื่องนี้ก็ดีเลย์เหมือนกัน จากที่จริง เครื่องควรจะออกตั้งแต่ตอนบ่าย 2  แต่ออกจริงตอน 6 โมงเย็น  โอ  แม่เจ้า  แล้วเครื่องที่เราจะต้องบินตอนทุ่มครึ่ง  เธอจะออกกี่โมงกันล่ะนี่  เราแวะทรานสิตเครื่องที่วอชิงตัน ดีซีและทานอะไรจิบ ๆ เล่น ๆ กันที่ร้านอาหารหนึ่งในสนามบินหน้าเกท  ชื่อว่า Vino Volo Wine Roomเรานัดน้องบีที่จะบินจากแอลเอมาเที่ยวกับเราด้วยที่ร้านนี้ค่ะ  จริง ๆ แล้วร้านนี้เป็นร้านขายไวน์    มีอาหารว่างขายบ้างเล็กน้อย  เป็นอาหารที่เหมาะจะแกล้มกับดื่มไวน์  ได้แก่ แฮม มะกอก ขนมปังอบมะเขือเทศชีสเป็นต้น  ร้านบรรยากาศสบาย ๆ  คนเต็มร้านเลยค่ะ เพราะว่าร้านในบริเวณเดียวกันไม่มีร้านไหนสวยเท่าร้านนี้เลย  บินจากที่นี่ไปบัวโนสไอเรสใช้เวลาประมาณ11 ชั่วโมง  ฉะนั้นเราจะไปถึงที่หมายประมาณสายๆ ของวันถัดไป

พฤหัส12 มีนาคม 2552

            อากาศที่บัวโนสไอเรสกำลังสบายเลยค่ะ  ประมาณ 25องศา  ไม่ต้องใส่เสื้อหนาวเลย ด้วยความที่อยู่ทางซีกโลกใต้ทำให้อากาศตรงกันข้ามกับทวีปอเมริกาเหนือและประเทศไทย  ตอนนี้ที่นี่กำลังจะเข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศดีสำหรับเราเลยค่ะ ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป กว่าจะเช็คอินเสร็จก็เที่ยงกว่าแล้ว เราเลยตัดสินใจทานอาหารกันที่โรงแรมค่ะ  อ้อ ลืมบอกไปโรงแรมของเราชื่อ Casasur Arts Hotel เป็นโรงแรมเล็ก ๆ โมเดิร์นค่อนข้างใหม่มาก  อยู่ในกลุ่มของ SLH– Small and Luxury Hotel group อาหารที่โรงแรมก็…งั้น ๆ ค่ะ ผิดหวังนิดหน่อย  ร้านชื่อCroque Madamme เป็นอาหารสไตล์ฝรั่งเศส อิ่มแล้ว เราก็ขึ้นไปอาบน้ำเตรียมตัวให้สดชื่น  แอบงีบเล็กน้อย ก่อนออกไปเดินเล่น ชมวิวเมืองบัวโนสไอเรสกัน  บัวโนสไอเรสเป็นเมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา  ภาษาที่ใช้ที่นี่คือ ภาษาเสปน  เคยเป็นเมืองขึ้นของเสปนมาก่อน  ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แต่กลับเป็นเมืองที่มีกลิ่นอายของฝรั่งเศสเยอะมากค่ะ  ตึกรามบ้านช่องก็คล้ายในปารีส  จึงได้ชื่อว่าเป็นปารีสแห่งอเมริกาใต้ 

เราก็พากันไปเดินเล่นที่Plaza san Martin ไม่ไกลจากโรงแรม สวนสาธารณะตรงกลาง มีต้นไม้ใหญ่ ๆ มากมาย โชคดีของเราจังที่มีนิทรรศการหุ่นหมี (Buddy Bear) จากทั่วโลกมาจัดแสดงพอดี  เป็นการหาทุนของยูเอ็น (UnitedNation) พวกเราเดินดูกันหมีทุกตัว พร้อมเดากันเล่นไปด้วยว่าจะเป็นของประเทศไหน  และจะมีของไทยเรามั้ย  มีด้วยค่ะ ของไทยเราลวดลายตามตัวเป็นจดหมายที่เป็นภาษาไทยพร้อมดวงตราไปรณีย์  ศิลปินชื่อ คุณมรกต เกษเกล้าเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานขอขอบคุณคุณมรกตด้วยนะคะที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยของเรา  หลังจากถ่ายรูปกันพอหอมปากหอมคอ  เราก็ขึ้นแท็กซี่ไปร้านอาหารเย็นกัน  เย็นนี้เราจะทานอาหารญี่ปุ่นค่ะ  พี่แก้วบอกว่า  มาเมืองนอกนี่ต้องทานอาหารญี่ปุ่น  จะได้ทานปลานอก เพราะว่าทานนอกประเทศ  ยังไง๊ยังไงปลาก็เป็นปลานอกค่ะ  แหมเหตุผลดีจัง แท็กซี่พาเราไปทิ้งอยู่ตรงสี่แยกที่น่าจะเป็นที่ตั้งร้านอาหาร  ร้านชื่อ Comedor Nikkaiเราเดินย้อนกลับตรงแถว ๆ บล็อกนั้นก็เจอ ร้านดูเก่า ๆ โทรม ๆ จังจากทางถนนใหญ่  ทางเข้าก็เข้าจากด้านข้าง  แต่ในร้านดูสะอาดสะอ๊านดี  พนักงานในร้านไม่มีใครพูดญี่ปุ่นได้สักคน  ฉันเร่ิมจะตะหงิด ๆ อยู่ว่าอาหารจะ…. อืมไม่เอาดีกว่า  อย่าไปอคติน่า…  เราเป็นลูกค้ารายแรก  ไม่มีใครเลย  แต่พอ 2 ทุ่มกว่า คนเริ่มทยอยมา  จนเราทานเสร็จเกือบ 3 ทุ่ม  คนเต็มร้าน พนักงานเสริฟเปิดเฟส 2 เพิ่ม คือเดินมาเลื่อนฉากกั้นห้องข้าง ๆ โต๊ะของพวกเราเฉยเลยค่ะ  (ตอนแรกนึกว่านั่งโต๊ะติดผนัง)  ได้ห้องรับลูกค้าเพิ่มอีกหนึ่งห้อง  ลูกค้านั่งรอหน้าร้าน 2-3 คน  เห็นมั้ย… อย่าเพิ่งอคติ  แต่อาหารก็ธรรมดาค่ะ  ร้านญี่ปุ่นในไทยเราอร่อยกว่าเยอะ กลับถึงโรงแรมเราก็ลงมานั่งเล่นกันที่ล็อบบี้  โหลดรูปจากกล้องลงคอมพิวเตอร์แลกกัน  ก่อนจะแยกย้ายกันขึ้นนอน 

ศุกร์13 มีนาคม 2552

สงสัยเพราะว่าฉันกับพี่แก้วยังเจ็ทแล็กกันอยู่ค่ะ  ตื่นกันมาตั้งแต่ตีสี่  ขยันกันซะไม่มี เราสองคนส่งแมสเซสให้คนที่ออฟฟิศเมืองไทยโทรกลับ  เนื่องจากประเทศนี้ โทรศัพท์โทรออกไม่ได้ ยังดีที่โทรเข้ายังรับได้ และรับส่งแมสเซสได้ เราคุยงานกันใหญ่ จนข้างห้องทุบผนังปัง ๆ นอนไม่หลับเพราะเสียงของเรา  ฉันกับพี่แก้วถึงกับจ๋อย  พี่แก้วต้องไปคุยงานต่อในห้องน้ำ  ส่วนฉันรู้สึกผิดจนคุยไม่รู้เรื่อง  เลยวางหูแล้วก็ส่งแมสเซสสรุปงานแทน  ขอโทษด้วยนะคะ  คุณพี่ข้างห้อง พวกเราไม่ได้ตั้งใจเลยค่ะ เพราะเหตุนี้ เราเลยลงมาทานอาหารเช้าเร็ว น้ำส้มคั้นที่นี่คั้นสดอร่อยมากค่ะ น้องบีตามลงมาทีหลัง เสร็จจากอาหารเช้าเราก็ไปเดินเล่นกันที่ Cementerio de la Recolota  ถูกต้องแล้วค่ะ  สุสานนั่นเองซึ่งสุสานนี้ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่  เราแวะไปโบสถ์ที่อยู่ติดกันก่อน ชื่อ Iglesice de NuestraSenora โดยปกติแล้ว  ฉันจะแวะไปวัดหรือโบสถ์ของทุกที่ที่ไปถ้ามีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นวัดพุทธ โบสถ์คริสต์ หรือมัสยิดของอิสลาม ฉันถือว่าเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่ที่เราได้ไป  เราจะได้เดินทางราบรื่น ปลอดภัย  และเป็นสิริมงคลด้วยค่ะ  สุสานที่นี่ใหญ่มาก  ร่างบุคคลสำคัญระดับประเทศที่ล่วงลับไปแล้วจะได้รับการฝังไว้่ที่นี่  รวมถึง เอวิต้า เปรอง ด้วย  แต่ละที่จะตกแต่งสวยงาม มีเทพธิดาเทวดาน้อยประดับประดา เล็กใหญ่ตามแต่สถานะของครอบครัวนั้น ๆ  บางที่ก็ออกแนวทันสมัยคล้ายจะเป็นห้องประชุม ที่เมืองไทยเราก็มีสุสานสไตล์ฝรั่งแบบนี้เหมือนกันแต่เล็กกว่า  อยู่ที่วัดราชบพิตร  ซึ่งเป็นสุสานของเจ้านายพระประยูรญาติ  ฉันว่าสวยดี ดูไม่น่ากลัวเหมือนเจดีย์ที่บรรจุอัฐิในวัดของไทยเรา  น้องบีถ่ายรูปแทบจะทุกที่เห็นจะได้  ชอบมากจนฉันต้องถามเพราะอดแปลกใจไม่ได้  เธอบอกว่า  เพิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดี  เลยสนใจเป็นพิเศษ  จากนี้เราก็ไป Plaza de Mayo  ฉันเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย  ไม่ได้รู้จักว่าคืออะไร  เห็นมีคนมาประท้วงกันด้วย พี่แก้วบอกว่าเป็นอีกหนึ่งอย่างที่จะต้องมาดู  มาดูคนประท้วงเนี่ยะนะ ไม่เห็นมีใครฟังเลย มีคนถือไมค์พร้อมลำโพงแค่นั้น ของเราดูใหญ่โต จริงจังกว่าเยอะ เราเดินตัดพลาซ่ามาที่ถนนหนึ่งชื่อ Ave de Mayo  สองข้างทางตึกรามบ้านช่องคล้ายถนนที่ปารีสมาก  แต่มีขนาดเล็กกว่าและไม่สะอาดเท่า ตึกที่นี่มีคนมือบอนมาเขียนเลอะเทอะเปรอะไปหมด  คล้ายเด็กช่างกลของเรา ไม่ได้เป็นรูปกราฟิตง กราฟิตี้อะไร เป็นแต่ตัวหนังสือยึกยือ ตึกเก่าแก่สวยงาม ฉันแสนจะเสียดายแทน ระหว่างเดินนั้น ฉันเห็นร้านขายขนมท้องถิ่นที่คุณเฮ้าส์แนะนำว่าต้องทานให้ได้  ชื่อว่า Empanadasลักษณะเหมือนกระหรี่ปั๊บของเราเปี๊ยบ มีหลายไส้ให้เลือกมากมายทั้งหวานและเค็ม  ใช้การอบแทนการทอด แต่ยังไม่ได้แวะหรอกค่ะ พี่แก้วบอกว่า ร้านที่จะไปทานกลางวันต้องมีแน่นอน เดินไปไม่ไกลนัก ก็ถึงร้านที่เราจะทานกลางวันกัน ชื่อ Café Tortoni  เป็นร้านกาแฟเก่าแก่ของที่นี่  เพ่ิงครบรอบ 150 ปีเมื่อปีที่แล้วค่ะ ที่นี่ตกแต่งเหมือนเดิมเพื่อให้แขกที่เข้ามาทานได้สัมผัสบรรยากาศเหมือนเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา  แต่่ไม่มีขนมที่ฉันอยากทานหรอกค่ะ  ด้วยความที่จะเก็บท้องไว้ทานขนมนั้น  ฉันจึงไม่ได้สั่งอะไรเป็นของตัวเอง  แย่งพี่แก้วบ้าง น้องบีบ้าง  อาหารก็รสชาติธรรมดา  ไม่ได้โดดเด่นอะไร  แต่คนแน่นร้านเลยนะคะ  คงมากินบรรยากาศ  และอยากเป็นส่วนนึงของประวัติศาสตร์ที่นี่  พออิ่มอาหาร  ฉันก็ขอตัวเดินไปร้านที่เห็นขายขนม Empanadas  ไม่อยากพลาดค่ะ  ซื้อมา 2 ชิ้น  ไส้เนื้อและไส้ชีสหัวหอม  ชิ้นละ 3 เปโซ (ประมาณ 33 บาท)  ถึงหน้าตาจะเหมือนกะหรี่ปั๊บเรา  แต่แป้งข้างนอกจะเนียนนุ่มในขณะที่ของเราจะออกร่วน ๆ  อร่อยถูกปากฉันค่ะ  ฉันชอบรสชีสหัวหอม  รสชาติเข้ากัน  จากที่นี่เราก็ไปเดินเล่นกันที่ช็อปปิ้งมอล์ชื่อ GalleriasPacifico เป็นมอลล์ที่เก่าแก่ร้อยกว่าปีและมีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่  หลังคาตึกเป็นรูปโดมทำด้วยกระจก  และกรุกระจกแทนผนังด้านบน  ทำให้มีแสงธรรมชาติลอดเข้ามาภายใน  เสาเป็นเสาโรมัน รอบ ๆเป็นลายปูนปั้น สไตล์นีโอคลาสสิก  ฉันว่าเป็นเพราะแสงธรรมชาติที่ผ่านโดมกระจก  และกระจกรอบ ๆ มอลล์นี่แหละ  ที่ทำให้บรรยากาศภายในดูมีชีวิตชีวา  คนค่อนข้างคึกคักเชียวเลยค่ะ  เราเดินเล่น พี่แก้วคงแอบทำงานเล็กน้อย เดินสำรวจไปเรื่อย จนเริ่มเหนื่อย พวกเราเลยแวะพักขาด่ืมกาแฟก่อนจะนั่งแท็กซี่กลับโรงแรม พักงีบกันเล็กน้อยก่อนจะไปทานอาหารเย็นร้านที่ว่ากันว่าดีที่สุดในบัวโนสไอเรสชื่อ Tomo I อยู่ในโรงแรม Hotel Panamericano ถนนหน้าโรงแรมนี้กว้างมาก  ฉันมารู้ในภายหลังว่าเป็นถนนที่กว้างที่สุดในโลกคือ กว้างถึง 127 เมตร 18 เลน  ชื่อถนนคือ The Avenida 9 de Julio  อาหารที่นี่อร่อยมากค่ะ  ฉันแชร์สลัดกับน้องบีอร่อยเป็นร็อคเก็ตสลัด น้ำสลัดใส ๆ สดชื่นมาก พี่แก้วสั่งจานแรกเป็นสลัดมะเขือเทศ 9 พันธุ์  จัดมาได้สวยงามและอร่อยมากค่ะ  แล้วฉันก็แชร์สเต็กกับพี่แก้ว  มาที่อาร์เจนติน่าต้องทานเนื้อค่ะ  เนื้อวัวที่นี่อร่อยมากค่ะ  อาจจะไม่นิ่มนวลเหมือนเนื้อวัวญี่ปุ่น พวกมัตซึสากะหรือวากิวที่มีลายเป็นหินอ่อนทำให้แทบละลายในปาก  เนื้อที่นี่จะเคี้ยวมันกว่า เต็มเขี้ยว มีรสชาติ วิธีการปรุงของเค้าจะนิยมทานแบบค่อนข้างสุก  ข้างในสีชมพู  ไม่ทานแบบค่อนข้างดิบ จากที่นี่เราจะไปดูโชว์แทงโก้กันค่ะ รถของโชว์มารับเราถึงที่ร้านอาหารเลย  รถคล้ายรถตู้แต่สั้นกว่า หลังคาสูงมองแล้วคล้ายกล่องสี่เหลี่ยมที่เกือบจะเป็นจัตุรัส  ทำให้นั่งสบาย พาเราไปถึงที่โชว์  ชื่อ Rojo(อ่านว่า โรโฮ ค่ะ  ภาษาเสปน ตัว เจอ่านออกเสียงเป็น ฮ นกฮูก) สถานที่สวยงามมากเน้นสีออกแดง ดูฮิปดี  ที่นั่งเป็นโต๊ะกลมเหมือนอยู่ในบาร์  สั่งดื่มได้ก่อนโชว์จะเร่ิม  และมีเวทีตรงกลาง ต้นกำเนิดของแทงโก้คือที่ บัวโนสไอเรส  ประเทศอาร์เจนติน่านี่เองค่ะ  เริ่มจากการที่เมืองนี้เป็นเมืองท่า  คนที่อพยพเข้ามาจึงเป็นผู้ชายซะส่วนใหญ่ อาชีพผู้หญิงกลางคืนจึงเฟื่องฟูมากในยุคนั้น  และแทงโก้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น  แต่ไม่ได้รับการยอมรับหรอกค่ะ  จนกระทั่ง แทงโก้ได้ไปโด่งดังในแถบยุโรป  โดยเฉพาะในปารีส  ชาวอาร์เจนติน่าจึงได้ยอมรับ และใช้การเต้นแทงโก้เป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของประเทศเลยทีเดียว  การเต้นแทงโก้เป็นการเต้นที่เย้ายวนเซ็กซี่ที่สุดเลยค่ะ  จังหวะก็เร้าใจไม่มีการเต้นอะไรจะเทียบได้ ดนตรีเล่นสดเช่นกัน มีเปียโน กีตาร์ เบส และ แอคคอเดี้ยนแบบปุ่มกด (bandoneon- button accordion) เวลาในการแสดงนั้น ประมาณชั่วโมงนิด ๆ มีร้องเพลง สลับเต้นแทงโก้  ให้คนเต้นได้พักบ้าง  นักแสดงทั้งผู้ชาย-ผู้หญิง  สวยหล่อทุกคน  หุ่นดีมาก เสื้อผ้าก็สวยงาม นักร้องก็เสียงเพราะมาก มืออาชีพจริง ๆ สมกับที่ทางโรงแรมบอกว่า ที่นี่เป็นที่ที่โชว์ที่ดีสุดในบัวโนสไอเรส  ขากลับ รถคันเดิมก็ส่งพวกเราถึงโรงแรมด้วย น้องบีกับพี่แก้วลงไปโหลดรูปลงคอมพิวเตอร์ที่ล้อบบี้พร้อมดริงก์กัน  ในขณะที่ฉันขอตัวขึ้นห้องก่อน  อยากมีเวลาส่วนตัวทำโน่นทำนี่  พร้อมอ่านหนังสือไปด้วย  เวลาเดินทางนี่  จะเป็นเวลาอ่านหนังสือของฉันค่ะ  บางทริปฉันจะอ่านจบถึงสิบเล่มก็มี  โดยเฉพาะถ้าพี่แก้วต้องไปทำงาน หนังสือจะเป็นเพื่อนที่ดีของฉันเลยทีเดียว  ฉันจะออกไปเดินเล่น นั่งร้านกาแฟ อ่านหนังสืออะไรทำนองนี้แหละค่ะ จริง ๆ อยากจะวาดรูปด้วย แต่ยังไม่ถึงขั้น 

เสาร์14 มีนาคม 2552

เราเปลี่ยนที่ทานอาหารเช้า  ไปเป็นที่ร้าน La Beila  ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่เช่นกัน  ฉันชอบร้านนี้ค่ะ  เพราะร้านอยู่ติดกับสวนสาธารณะ ซึ่งมีต้นไม้ที่ใหญ่มากลักษณะคล้ายต้นโพธิ์ของเรา  ใบเต็มต้นสีเขียวครึ้ม  ให้ร่มเงากว้างไกล  อายุมากกว่า 50 ปีแน่นอน  อาจจะถึงร้อยปีก็เป็นได้  ลำต้นเกิน 10 คนโอบ กิ่งก้านสาขาที่แผ่ออกไปแต่ละข้างรอบต้นมีรัศมีประมาณ 30 เมตร  ต้องมีไม้ค้ำยันช่วย ฉันรู้สึกถึงพลังชีวิตของต้นไม้ที่ชื่อว่า Gum นี้ แล้วต้นไม้นี้ไม่ได้มีต้นเดียวในบัวโนสไอเรสนะคะ  มีเยอะมาก และใหญ่ไม่น้อยกว่านี้ก็มีหลายต้น  ในเมืองบัวโนสไอเรสมีสวนสาธารณะเยอะมากเลยค่ะ  แต่ละที่ก็จะไม่มีรั้วกั้น  สามารถเดินจากมุมไหน ๆ เข้ามาในสวนก็ได้ ทำให้เราเข้าถึงสวนสาธารณะได้ง่ายขึ้น  นี่เป็นสิ่งที่ประทับใจฉันที่สุดในบัวโนสไอเรสเลยก็ว่าได้  ถ้าจะมาทานอาหารร้านนี้  ฉันขอแนะนำให้นั่งข้างนอกนะคะ  บรรยากาศดีสุด ๆต้นกัมนี้จะส่งพลังให้คุณมีความสุขไปได้ทั้งวัน  หลังจากอาหารเช้า เราแวะไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาตที่ิอยู่ไม่ไกลนัก  ตึกทาสีแดงอิฐมอญ Museo Nacional de Bellas Artes ที่นี่มีงานของศิลปินดัง ๆหลายท่านด้วยเช่น ปิคาสโซ เรอนัว โกแกง โมเนต์ มาเนต์ เดการ์ ชากาล โรเทค มิโรว์เยอะมากเลยค่ะ  น่าอิจฉาจังค่ะ อยากให้เมืองไทยเรามีรูปของศิลปินเหล่านี้บ้าง  คงเป็นประโยชน์แก่วงการศิลปะและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เด็กของเราบ้างไม่มากก็น้อย  จากนั้นเราก็กลับโรงแรมค่ะ  ร้านอาหารที่จะไปทานกลางวันอยู่ใกล้ ๆโรงแรม  เป็นร้านอาหารท้องถิ่นชื่อร้านRodi Bar  จริง ๆแล้วพี่แก้วก็พยายามจะพาเราไปทานอาหารไทยเหมือนกัน  แต่ฉันมีข้อแม้ว่า ขอแม่ครัวเป็นคนไทยนะ  ซึ่งร้านอาหารไทยที่ดีที่สุดที่นี่ชื่อEmpire Thai เชฟเป็นคนอาร์เจนติน่าที่เรียนทำอาหารที่เมืองไทยและได้ใบรับรองจากสถานทูตไทย  ฟังแล้วดูดีจังเลยนะคะ  แต่ยังไม่พอที่ฉันจะตัดสินใจไปทาน  เราจึงเลือกร้านนี้แทน  ตามคำแนะนำในหนังสือท่องเที่ยวeyewitness อาหารที่ในหนังสือแนะนำคือ Hake in seafood sauceปลาท้องถิ่นในซอสทะเลค่ะ อร่อยเข้มข้นใช้ได้เลย เนื้อปลาแน่นคล้ายปลาอินทรีย์ สด ไม่คาวเลย  รสชาติอาหารอิตาเลียนจานหนึ่งที่เราคุ้นลิ้นกันดี  และอีกจานคือ Pulpo a la gallegaเป็นปลาหมึกต้มขลุกขลิกกับกระเทียม ปลาหมึกที่นี่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจค่ะ คือจะมีราคาแพงกว่าอาหารทะเลชนิดอื่นมาก แพงกว่ากุ้งด้วยซ้ำ และจะนำมาจากเสปนเท่านั้น เราเลยสั่งมาลองทานกันดูสักตั้ง อร่อย ไม่ผิดหวังเลย ขนาดว่าฉันไม่ชอบทานปลาหมึก ยังรู้สึกว่าอร่อยจนหยุดแทบไม่ได้ เนื้อปลาหมึกสดตัดมาชิ้นพอคำ เด้งดึ๋ง ไม่เหนียว  รสชาติน้ำที่มาขลุกขลิกนั้นก็กลมกล่อมมาก  อาหารจานอื่นก็อร่อยใช้ได้ทีเดียว  บ่าย 2 เราก็เดินกลับโรงแรม  เพื่อไปจอย City tourที่โรงแรมมีบริการให้ฟรี โดยเริ่มบ่าย 2 ครึ่ง มีรถตู้มารับถึงที่โรงแรม วันนี้ไม่มีแขกคนอื่นมาร่วมด้วย พวกเราเลยเหมือนได้ทัวร์ส่วนตัว ดีจังค่ะ  โดยเค้าจะขับรถพาเราชมเมืองบัวโนสไอเรสไปทั่วๆ และอธิบายถึงประวัติโดยคร่าว และแวะลงตามจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจบางจุด  คุณไกด์ของเราชื่อ คุณราอูล ค่ะ  เค้าพาเราลงเดินที่ Plaza de Mayo ด้วย  ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีสำคัญที่สุดของประเทศเลยค่ะ  เริ่มจากอนุสาวรีย์ตรงกลาง  ที่ตั้งอยู่บริเวณสวนสาธารณะเล็ก ๆที่วันก่อนฉันเล่าให้ฟังว่ามีคนมาประท้วงแต่ไม่มีคนฟังนั่นแหละค่ะ  อนุสาวรีย์นี้คือ Piramide de Mayo ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การปฏิวัติในปี 1810  รอบ ๆ อนุสาวรีย์นี้จะประกอบด้วยตึกสำคัญ3 ตึก  ได้แก่  ตึกสีชมพูเก่าแก่สวยงาม ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าทางซ้ายและทางขวาของตึก  มีลักษณะที่แตกต่างกัน ทางขวาจะไม่มีระเบียงค่ะ แต่ทางซ้ายมี ซึ่งเป็นที่ที่ประชาชนชาวอาร์เจนติน่าจะได้พบกับ เอวิต้า เปรอง เธอจะออกมาโบกมือทักทายกับประชาชนทางระเบียงนี้  สาเหตุที่ทั้ง 2 ข้างมีลักษณะที่แตกต่างกันก็เพราะ  แต่เดิมเป็น 2 ตึกแต่ถูกสร้างเชื่อมกันโดยใส่ตึกโถงทางเข้าตรงกลางเข้าไป  อืม… ถ้าดูเผิน ๆ คงไม่ทราบเลย  สำหรับฉันแล้วนึกว่า  เค้าตั้งใจสร้างให้เป็นแบบนี้ค่ะ สถานที่นี้เป็นที่ทำงานของประธานาธิบดี  ซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางด้านทหาร  ตึกที่ 2 เป็นตึกที่มีความสำคัญทางด้านศาสนาค่ะ  คือโบสถ์ที่มีชื่อว่า  Catedral Metropolitana  ยุคนีโอคลาสสิค  โบสถ์แห่งสร้างขึ้นโดยเลียนแบบโบสถ์ LaMadeleine ในกรุงปารีส แต่ที่นี่เสาโรมันด้านหน้าจะมีเยอะกว่าคือมีถึง 12 ต้น  ส่วนตึกที่ 3คือตึกที่มีความสำคัญทางด้านการเมือง หรือคือฝ่ายบริหาร Cabildo de Beunos Airesเป็นตึกสีขาว  เล็กที่สุดในบรรดาตึกรอบๆ อนุสาวรีย์นี้ เป็นตึกมีหอนาฬิกา แต่เดิมถนนสายหลักจะมีแค่ 3 สายค่ะ ต่อมาเมืองขยายใหญ่ขึ้น ทางรัฐบาลมีดำริอยากให้บริเวณนี้เป็นจุดศูนย์กลางของเมือง เหมือนในกรุงปารีสที่จากประตูชัยจะมีถนนสายหลักแยกออกไป  จึงได้จ้างสถาปนิกชาวฝรั่งเศสมาร่วมออกแบบด้วย เราจึงเห็นตึกหลายตึกที่มีหน้าตาคล้ายสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส  ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นนั่นก็คือ  จะไม่มีมุมตึกเป็นมุมฉาก แต่ตรงมุมนั้นจะมีลักษณะเป็นตัดป้านทำเป็นประตูรับกับมุมถนน  ปัจจุบันตึกรอบ ๆ บริเวณนั้นเป็นที่ตั้งธนาคารแห่งชาติ  กระทรวงเศรษฐกิจ  ซึ่งก็คงเป็นเขตราชการน่ะค่ะ  วันนี้ก็ยังมีคนมาประท้วงอยู่  แต่ไม่มีคนฟังอีกตามเคย  คนประท้วงก็มีอยู่แค่ 2-3 คน รวมที่หลบแดดร้อนอยู่ในเต้นท์ด้วยก็รวมได้ประมาณ 5-6 คน  แต่มีตำรวจที่มาเฝ้าระวัง  เข้าแถวเท่มากเลยค่ะ ประมาณ 10คนเห็นจะได้  น้องบีชวนฉันไปถ่ายรูปด้วย  ฉันไม่อยากไปเลยค่ะ เขิน  แต่น้องบีก็ขยั้นขะยอ  เลยเดินถอยหลังเข้าไป  แชะ 1 รูป  ไม่กล้ามองหน้าคุณ ๆ ตำรวจด้วยซ้ำ  แต่พอมาดูรูปทีหลัง ไม่เสียใจเลยค่ะ ได้เก็บอีกบรรยากาศซึ่งไม่น่าจะได้เห็นทั่วไป  คุณราอูลพาเรานั่งรถ ชมเมืองไปทั่วจนไปถึงย่านถนนคนเดิน El Caminito เป็นย่านที่มีสีสันมาก ๆเลยค่ะ  เพราะตึกแต่ละตึกจะทาสีชมพูฟ้า เหลือง เขียว สีเหมือนลูกกวาด ย่านนี้เดิมเป็นย่านที่คนอพยพเข้ามาอยู่  จะเรียกว่าเป็นสลัมก็ได้  บ้านเรือนจะอยู่ติด ๆ กันไปหมด  ฝาบ้าน หลังคาบ้านก็เป็นสังกะสีที่ทาสีสันสวยงามแล้วในปัจจุบัน  บ้านพักอาศัยต่าง ๆ ก็กลายเป็นร้านอาหารและร้านขายของสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งหมด ด้วยความที่เป็นวันเสาร์ นักท่องเที่ยวก็คึกคักทีเดียว  ซักพัก ฝนก็เริ่มตกลงมาทั้ง ๆที่แดดเปรี้ยง ฟ้าใส เราก็หลบฝนตามตึก  เดินชมตึกร้านค้าต่าง ๆ  ฝนก็หยุด ๆ ตก ๆ  ตลอดค่ะ  จนเราขึ้นรถไปยังที่ต่อไป  ใกล้ ๆ กันนั้นที่เค้าพาเราไปดูด้วยความภาคภูมิใจก็คือ  สนามฟุตบอลของทีม โบก้า จูเนียร์ (BocaJuniors) ฟุตบอลในอาร์เจนติน่านี่ได้รับความนิยมมาก  เค้ามีนักเตะชื่อดังที่นำชื่อเสียงมาให้แก่ประเทศชาติด้วยคือดิเอโก มาราโดน่า (Diego Maradona) ขนาดฉันไม่ใช่คอบอลยังยอมรับเลยว่า รู้จักนักฟุตบอลคนนี้ค่ะ สนามฟุตบอลที่นี่มีชื่อว่า La Bombonera แปลว่า กล่องช็อคโกแลต TheChocolate Box  เพราะถ้ามองจากบนเครื่องบินจะเห็นสนามฟุตบอลแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกล่องช็อคโกแลตค่ะ  ทีมโบก้าจูเนียร์ไม่ใช่ทีมฟุตบอลแรกในอาร์เจนติน่านะคะ  ทีมฟุตบอลแรกคือ ทีมริเวอร์เพลท  มีชื่อเต็มว่า Club Atlético River Plate  พอทีมโบก้าถูกจัดตั้งขึ้นมา  ก็มีการแข่งขันชิงสีเสื้อกันค่ะ  ผลปรากฏว่า ทีมริเวอร์เพลทชนะ  ได้สีเสื้อไป  ทีมโบก้าก็เลยตกลงกันว่า  จะเลือกสีเสื้อจากเรือที่เข้าเทียบท่าเป็นลำแรก  ผลปรากฏว่าเรือที่เข้าเทียบท่าเป็นลำแรกนั้นเป็นของประเทศสวีเดน  สีเสื้อของทีมจึงเป็นสีน้ำเงิน-เหลืองค่ะ บนตึกของสนามฟุตบอลก็ทาสีน้ำเงิน-เหลือง  และป้ายโค้กที่เป็นสปอนเซอร์หลักทาสีีดำ-ขาว  คุณราอูลบอกว่า  เพราะว่าสีแดง  สีประจำของโค้กนั้นไปตรงกับสีเสื้อทีม ริเวอร์เพลท  ทีมคู่แข่ง  เค้าจึงต้องใช้เป็นสีดำ-ขาวแทน  ระหว่างที่คุณราอูลอธิบายอยู่นั้น ก็มีนักฟุตบอลเด็กแต่หน้าหล่อเข้มเดินเข้ามาหาพวกเราที่อยู่ในรถค่ะ  ที่แท้เป็นลูกชายของคนขับรถ  เค้ามีลูกชาย 3 คน  เป็นนักฟุตบอลเยาวชนของทีมโบก้า 2คน  ริเวอร์เพลท 1 คน  ฟังแล้วน่าภูมิใจแทน  ในขณะเดียวกันเค้าก็ยิ้มเล่าให้เราฟังด้วยความภูมิใจเช่นกันค่ะ  กีฬาดีสำหรับคนทุกคน ยิ่งถ้าเราปลูกฝังให้เด็ก ๆ ของเราเล่นกีฬาด้วยแล้ว  เค้าก็จะไม่ไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ดี  มอมเมา มั่วสุมต่าง ๆ  ดีทั้งต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ  ที่สำคัญ  เค้าจะเป็นคนที่มีระเบียบวินัย  ยอมรับกฎกติกา และรู้จักแพ้รู้จักชนะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะทำให้คนของชาตินั้น ๆ เป็นคนที่คุณภาพ  และทำให้ประเทศชาติเจริญด้วยทางหนึ่ง  ฉันเชื่ออย่างนั้นค่ะ  จากนั้น  เค้าก็พาเราไปแถว ๆ ท่าเรือค่ะ  ซึ่งในปัจจุบันมีร้านอาหารเต็มไปหมด  เราเลยตกลงกันว่าเย็นนี้จะมาทานอาหารกันแถวนี้  ทานอาหารริมน้ำ  คงจะกิ๊บเก๋น่าดู จากที่นี่เค้าก็พาเรามาที่ที่เคยเป็นบ้านของเอวิต้า เปรอง  ปัจจุบันบ้านได้ถูกรื้อไปแล้ว  กลายเป็นสวนสาธารณะและอนุสาวรีย์ของเธอแทน  ฉันชื่นชมเธอนะ  เป็นผู้หญิงเก่งแห่งยุคจริง ๆ  นึกถึงเพลง Don’t cry for me Argentinaที่ร้องโดย มาดอนน่า ทุกที ด้านหลังเป็นหอสมุดแห่งชาติค่ะ คุณราอูลบอกว่าด้านหลังของหอสมุดจะมีคาเฟ่เล็ก ๆ น่ารักมาก  เหมาะสำหรับอาหารเช้า  ฉันก็ตาลุกทันที  ถามทาง  เค้าบอกว่าจะเขียนที่อยู่ให้  เราสามารถเดินมาได้ไม่ไกลจากโรงแรมหรอก  เดินแค่ 5 บล็อกเอง  เอ่อ…5 บล็อก  คงเดินไม่ไหวหรอกค่ะ แต่ฉันก็ตั้งใจจะมานะคะ อยากลองสัมผัสบรรยากาศแบบคนท้องถิ่นบ้าง จากนั้นเค้าก็พาเราไปจบลงที่แถวสุสานที่เรามาแล้วเมื่อวันก่อน  เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์  จึงมีคนมาขายของเต็มไปหมด  เหมือน Flea market  คุณราอูลบอกว่า  ทุกเสาร์-อาทิตย์  แถวนี้มีพ่อค้าแม้ค้ามาขายของ  ที่น่าสนใจคือ งาน craftงานอาร์ตพื้นเมือง แต่พาเราเดินเร็วเชียว ฉันหมายตาไว้ว่า พรุ่งนี้จะแวะมาเดินแน่ ๆ เพราะอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม  กลับถึงโรงแรม เราติดต่อให้ทางโรงแรมจองร้านอาหารที่เก๋ที่สุดในย่านแถวท่าเรือค่ะ  เค้าแนะนำร้านอาหารอิตาลี ชื่อMarcella  แต่บอกว่า  ต้องรอนานนะแม้ว่าจะจองล่วงหน้า  เราจะเลือกร้านอื่นมั้ย  หรือไม่ก็ต้องทานเร็วหน่อย  ฉันก็บอกว่า เร็ว ก็โอเคนะ  น้องบีถามว่า เร็วน่ะ กี่โมง  เค้าก็บอกว่า ก่อน 2 ทุ่ม  ฉันก็ร้องทันที  หา อะไรนะ  2 ทุ่มเนี่ยะเรียกว่าเร็วแล้วเหรอ  สบายเลยค่ะ ฉันไม่ชอบทานข้าวดึกอยู่แล้ว กลัวอ้วน น้องบีก็เหมือนกัน ที่นี่ได้รับวัฒนธรรมการทานอาหารแบบเสปนมากนะ  ที่เสปน  ผู้คนทานข้าวกัน2 ทุ่มขึ้นไป ซึ่งกว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน เฮ้อ… ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนไปย่อยอาหารก่อนนอน  เราจองร้านไว้ตอนทุ่มครึ่งค่ะ  เวลาร้านเปิดเลย ไปถึงก็เดินถ่ายรูปเล่นที่ท่าน้ำ แต่ฝนตกจึงเข้ามาในร้าน  เป็นลูกค้ารายแรกอีกแล้ว  ร้านตกแต่งสวยงาม  พนักงานเสริฟแนะนำว่า  อาหารจานที่นี่จานค่อนข้างใหญ่  พวกเราควรสั่งมาแชร์กันดีกว่า  เราเลยสั่ง สปาเก็ตตี้กุ้ง  กับสเต็กค่ะ  จานใหญ่จริง ๆ พี่แก้วสั่งเสต็กโดยบอกว่าขอ Medium-rare (แบบเน้นย้ำมาก ๆ )  แต่มาแบบเกือบจะสุกอีกแล้วค่ะ  ข้างในเป็นสีชมพูนิด ๆ เท่านั้น  พี่แก้วก็บ่น ๆ  พนักงานคงได้เห็นสีหน้ายู่ยี่ของพี่แก้ว  ก็เลยถามว่า  ดิบไปเหรอ ไม่เป็นไร ไอจะไปทำให้สุกขึ้น พี่แก้วก็รีบบอกว่า ไม่ใช่ ฉันอยากได้แบบไม่สุกเท่านี้ อยากให้แบบข้างในยังมีสีแดง และมีเลือดแบบ Medium-rare พนักงานก็ออกจะอื้ง ๆ ไป แต่ก็บอกว่าจะทำให้เราใหม่ พี่แก้วก็ย้ำว่า ไม่ต้องย่างนานนะ เร็วกว่าเดิมนั่นแหละเพอร์เฟค ผลปรากฏว่า ออกมาก็เหมือนเดิมค่ะ เค้าใช้เนื้อชิ้นบางลง เพราะกลัวว่าถ้าย่างโดยเวลาน้อยลง เดี๋ยวข้างในจะไม่สุก อ้าว… ก็ที่เราต้องการก็แบบนั้นแหละ คุณขา ด้วยความเกรงใจ เพราะเป็นหนที่สองแล้ว เราก็ทานแต่โดยดี ถึงแม้จะสุกไปหน่อยแต่ก็อร่อยมากค่ะ อย่างที่ฉันบอกเนื้อที่นี่นุ่ม เค้ียวมันเต็มเขี้ยวจริง ๆ  สมแล้วที่เค้าบอกว่าอาร์เจนติน่านี่เป็นชาติที่กินเนื้อ และส่งออกเนื้อด้วย เราทานเสร็จเร็วค่ะ ในขณะที่ผู้คนเพิ่งทยอยกันเข้ามาในร้าน  ก่อนเช็คบิล พี่แก้วก็ถามว่าพนักงานว่า  คนท้องถิ่นเนี่ยะ  เค้านิยมไปเที่ยว ดื่มเต้นรำกันที่ไหน เค้าก็แนะนำว่าให้ไปบาร์ ชื่อ Asian de Cuba  แต่บาร์จะเปิดประมาณ เที่ยงคืนนะ  ตอนนี้จะเป็นร้านอาหารปกติอยู่  เราก็ถามเค้าต่อว่า แล้วถ้าไปดริ้งค์ ๆ รอล่ะ น่าจะได้นะ  เค้าก็บอกว่าได้  ไม่น่ามีปัญหาหรอก  เราก็โอเคค่ะ  ได้ที่ไปต่อคืนนี้แล้ว จากที่ร้านก็เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งค่ะ  ลมแรงมาก ทำให้อากาศเย็นขึ้นอีกหลายองศา แต่พอไม่มีลม อากาศก็จะเย็นสบายดี อีกฝั่งค่อนข้างเงียบ เดินจากสะพานไปทางซ้ายประมาณบล็อกกว่า ๆ ก็จะถึงโรงแรมฮิลตัน  บาร์นี้อยู่ด้านหน้าค่ะ  มีโคมแดง 2 ดวงประดับอยู่หน้าร้าน  หน้าร้านมืด ๆ เงียบเหงามาก  คนต้อนรับด้านหน้าบอกว่า  ยังไม่เปิดสำหรับดริงค์และเต้นรำ  เพราะยังเสิรฟอาหารมื้อเย็นอยู่  ต้องรอถึงเที่ยงคืน  แหม  คนแถวนี้เที่ยวดึกจัง เรารอไม่ไหวหรอกค่ะ เลยตกลงจะไปดูแทงโก้กันอีกรอบ ที่ร้าน Café Tortoni ก็มีแสดงการเต้นรำแทงโก้โชว์เหมือนกัน  ไปถึงพอดีเลยค่ะ โชว์กำลังจะเริ่ม หลังจากสั่งดื่มไป นั่งรอจนคนเต็มประมาณครึ่งชั่วโมง โชว์ก็เริ่ม ที่นี่ไม่สวยงามเหมือนสถานที่ที่เราไปเมื่อวาน  ที่นี่ลักษณะจะเป็นบาร์มากกว่า  เวทีค่อนข้างเล็ก ระบบไฟก็เป็นสปอตไลท์ ไม่มืออาชีพเท่า  แต่ฉันคิดว่า เค้าคงต้องการให้เราเห็นบรรยากาศของโชว์่เหมือนสมัยก่อน  สักพักก็มีนักแสดงขึ้นมาค่ะ  ทั้งผู้หญิง-ผู้ชายอายุค่อนข้างเยอะเหมือนกัน  คงเต้นกันมาตั้งแต่สาวจนทุกวันนี้  หลังจากเต้นไปสักพัก  เค้าก็จะเริ่มทักทายคุยกับคนดู  ถามพวกเราว่า  มาจากที่ไหนกันมา แล้วก็ร้องเพลงของชาตินั้น ๆ หรือกล่าวคำทักทายเป็นการต้อนรับ  บรรยากาศดูเป็นกันเองมากค่ะ  พอเราบอกว่ามาจากประเทศไทย  เค้าถึงกับว้าว  ไม่สามารถร้องหรือกล่าวคำทักทายได้  คงเพราะไม่เคยเจอคนไทยมาก่อน  จึงได้แต่กล่าวว่า “WelcomeThailand” ที่นี่ก็ให้อารมณ์แทงโก้อีกแบบค่ะ รูปแบบไม่ต่างกัน มีเต้นแทงโก้สลับกับนักร้องขึ้นมาร้องเพลง  แต่ที่นี่จะมีการพูดคุยระหว่างคนเล่นกับคนดูด้วย  ชวนให้ปรบมือไปกับเพลง  ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง  ถ้าถามฉัน  ฉันชอบทั้งสองอย่างนะ ในขณะที่เมื่อวาน คือการไปดูโชว์ ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ ทำให้ฉันได้เห็นความสวยงามของแทงโก้ผ่าน  ท่าเต้น เสื้อผ้า ร่างกายของคนเต้น ดนตรี  ทุกอย่างเป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบจริงแต่ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนเราไปนั่งร้านเหล้าแล้วมีวงดนตรีแสดงสดน่ะค่ะ  การแสดงอาจจะไม่มืออาชีพมากนัก  แต่ก็ทำให้่เรารู้สึกร่วมไปด้วยได้  และได้ใกล้ชิดนักดนตรี  มีการพูดคุยทักทาย  เล่าเรื่องตลก ขำ ๆให้ฟังสลับการแสดงไป พวกเราเต็มอิ่มกับแทงโก้ไปเลยค่ะ 2 วัน 2 อารมณ์ 2 สไตล์ 

อาทิตย์15 มีนาคม 2552

            วันสุดท้ายในบัวโนสไอเรสแล้ว  ตั้งแต่เที่ยงคืนของเมื่อคืน  เราได้เวลามาฟรี 1 ชั่วโมง  เพราะมีการปรับ Day light saving ค่ะ เป็นการเริ่มต้นเข้าฤดูใบไม้ร่วงอย่างเป็นทางการ  ฉันอธิบายให้ทางโรงแรมฟังว่า  อยากจะไปทานอาหารเช้าแถว ๆ หอสมุดแห่งชาติที่คุณไกด์ราอูลแนะนำเมื่อวาน  แต่พนักงานก็ไม่รู้จัก  เลยโทรถามคุณราอูลให้  เรานั่งแท็กซี่ไปกัน  ร้านก็ธรรมดาค่ะ  ไม่สวยไม่งามอะไรนัก ร้านหน้าตาเหมือนร้านอาหารในโรงเรียนซะมากกว่า  ร้านมีที่นั่งทั้งส่วนในร้านและนอกร้าน  ถึงแม้แดดจะดี  แต่ก็มีลมหนาวพัดมาปะทะผิวกายให้ยะเยือกเล็กน้อยด้วย  พอเริ่มต้นเดย์ไลท์เซฟวิ่งปั๊บ  ลมหนาวก็มาทันที  ร้านนี้ไม่มีเมนูอาหารภาษาอังกฤษค่ะ แต่เพราะศัพท์ในภาษาเสปนค่อนข้างใกล้เคียงกับภาษาฝรั่งเศส  ฉันซึ่งรู้ภาษาฝรั่งเศสอยู่อย่างงู ๆ ปลาๆ พอเดาได้  เรานั่งกันในร้านเพราะกลัวลมหนาว  มองออกไปเห็นข้างนอก  มีสวนสาธารณะเล็ก ๆ อยู่ข้างด้วย  ฉันรู้สึกสบายจังค่ะ  นั่งทอดอารมณ์ คุยกันไป กินกันไป  รู้สึกได้เลยว่า  เรามาเที่ยว มาพักผ่อนกันจริง ๆ  ในสวนสาธารณะเล็ก ๆนั้นมีแมวจรจัดเดินเล่น นอนเล่นอยู่ประมาณเกือบ 10 ตัว  ซักพัก ก็มีแหม่มคนนึงเดินถือถุงมา แมวเหล่านั้นก็รวมตัวกันแล้วเดินตามเธอไปเป็นพรวน  เพราะเธอมีอาหารมาเลี้ยงมันนั่นเอง หลังจากเราทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย  เราก็ไปถ่ายรูปเล่นที่สวนสาธารณะแห่งนั้น  โดนยามดุเล็กน้อยค่ะ  เพราะเดินลัดสนาม เหยียบหญ้าของเค้า  แต่ไม่ได้ออกแนวซีเรียสนะคะ  เค้าบอกและยิ้มด้วยความเอ็นดูนักท่องเที่ยวบ้ากล้องอย่างพวกเรา  วันอาทิตย์อย่างนี้มีตลาดนัด (Fleamarket) ด้วยค่ะ เป็นสิ่งที่ฉันชอบที่สุด ชอบดูของเก่า ถ้วยโถโอชาม  สร้อย ต่างหูเครื่องประดับสมัยโบราณ อยากจะดูของเป็นมาก ๆ เพราะกลัวโดนหลอกเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่ซื้อไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่  ถ้าชอบ แล้วราคาค่อนข้างสูง ก็จะตัดใจ  แต่ถ้าชอบมาก  ราคาอาจจะสูงหน่อย  อาจจะทนแรงต้านไม่ไหว  ขอซื้อซักหน่อย  สถานที่ที่เราจะไปคือ  Plaza Dorrego  คงเป็นเพราะอากาศดีค่ะ คนเลยมาเนืองแน่นไปหมด มองไปเห็นแต่หัวคน เดินกันขวักไขว่ บางมุมก็จะมี การเต้นแทงโก้โชว์เป็นคนแก่ เต้นสโลว์ไปมา  บางมุมก็จะเป็นหนุ่มสาว  ลีลาก็จะร้อนแรงขึ้น  ของเก่าที่นี่เยอะมากค่ะ  โดยเฉพาะโคมไฟแชนเดอเลียร์  และจานชาม  ฉันงี้เดินเพลินเลยทีเดียว  แต่ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  เพราะขนไม่ไหวจริง ๆ ร้านกาแฟ คาเฟ่แถวนี้เยอะจริง ๆ ค่ะ เหมาะกับการนั่งพักขาหลังหรือระหว่างการเดินช้อปป้ิง  คนแน่นขนัด  ฉันสังเกตว่า นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันเยอะที่สุด อาจจะเป็นเพราะระยะทางใกล้กว่าประเทศอื่นก็เป็นได้  มื้อเที่ยงสุดท้ายที่บัวโนสไอเรสนี้  เราเลือกร้านอาหารอาร์เจนติน่าแท้ ๆเลยค่ะ  เพราะฉะนั้น  ร้านนี้ต้องเด่นทางเนื้อวัวแน่นอน  ร้านอยู่ไม่ไกลจากตลาดนัด  เดินมาประมาณ 2 บล็อกก็ถึง  ร้านชื่อ La Brigada  ร้านนี้ต้องจองล่วงหน้านะคะ  คนค่อนข้างแน่นเชียว  พี่แก้วเลือกทานไวน์อาร์เจนติน่าเป็นการส่งท้าย เป็นไวน์ที่ราคาแพงที่สุดในร้านเลยทีเดียว  Catena Zapata 2003 ทางร้านแนะนำให้เราทานเนื้อแบบแชร์กัน  โดยจะสั่งส่วนต่าง ๆของวัวรวมถึงเครื่องในย่างมาให้พวกเราได้ชิมกัน  พี่แก้วกำชับพนักงานใหญ่ว่า เนื้อของแบบไม่สุกมาก  โดยชี้ตัวอย่างจากโต๊ะข้าง ๆ  พนักงานบอกว่า  แบบนั้นเรียกว่า rare แต่ถ้าเป็นร้านดีทั่ว ๆ ไป ก็จะประมาณ medium rare เองค่ะ พี่แก้วก็ตอบตกลง ฉันกับน้องบีไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ฉันขอชิมขนมพื้นเมือง Empanadas อีกสักชิ้นเป็นการปิดท้ายด้วย  ที่นี่ราคาแพงกว่าที่ไหน ๆ เลยค่ะ  ชิ้นละ 4 เปโซแน่ะ  เราแชร์สลัดกัน  หลังจากนั้น เครื่องในวัวก็เริ่มนำมาเสิรฟมีทั้งหัวใจกึ๋น ตับ ม้าม ฉันขอแค่ชิมพอรู้รสค่ะ ไม่ได้รู้สึกอร่อยมากขนาดนั้น ส่วนเนื้อนั้น เค้าย่างมาให้ชิม 2 ชิ้นเป็น เทนเดอร์ลอยด์ กับเซอร์ลอย  อร่อยมากเหมือนเคย  ไม่รู้จะบรรยายอะไรได้เพิ่มเติม  ฉันจบปิดท้ายด้วยกาแฟอีกแก้ว  เป็นอันเสร็จ  ฉันแวะไปเข้าห้องน้ำก่อนออกจากร้าน  ซึ่งต้องขึ้นไปชั้น 2 ทำให้รู้ว่า  โอ้โฮ  ร้านใหญ่โตจริง ๆ เลยค่ะ  แถมคนนั่งเต็มทุกโต๊ะ  พอเดินออกจากร้าน  ก็พบว่า คนเข้าแถวรอหน้าร้านอีกเกือบ 10คน  ร้านนี้คงเป็นร้านดังจริง ๆ  เราเดินเล่นย่อยอาหารอีกพักใหญ่  ก่อนกลับโรงแรมเพื่อเก็บของและไปสนามบิน  บนแท็กซี่ระหว่างทางไปสนามบิน  ซึ่งรถค่อนข้างเยอะบนถนนเลยค่ะ  ทราบจากแท็กซี่ว่า  วันนี้เป็นวันสำคัญ Big matchของทีมโบก้า กับทีมอะไรก็ไม่รู้  ข้าง ๆรถเรามีรถบัสเก่ามากถึงมากที่สุด แถมบรรทุกเด็กวัยรุ่นห้อยโหนตัวออกมานอกรถ  พร้อมร้องเพลงเชียร์เสียงดังกันอย่างสนุกสนาน  สร้างบรรยากาศได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่พี่แก้วเก็บกล้องลงกระเป๋าใหญ่ไปแล้ว  เลยไม่มีโอกาสเก็บภาพอันน่าสนุกนี้มาเป็นที่ระลึกเลย  สนามบินที่นี่  หลังจากเช็คอินเสร็จแล้ว  ต้องไปเข้าคิวจ่ายภาษีสนามบินต่างหาก  ฉันรู้สึกว่า  ระบบนี้พิลึกจริง ๆ สร้างความไม่สะดวกไม่สบายให้แก่ผู้โดยสารเลยสักนิด ควรจะคิดรวมมากับตั๋วเครื่องบินรวดเดียวมากกว่า  น้องบีแยกกับเราตรงนี้ เพราะต้องบินกลับบ้านที่แอลเอ ส่วนฉันกับพี่แก้วก็นั่งเล่นอยู่ที่สนามบิน  ด้วยความที่เหลือเวลาค่อนข้างเยอะ  ฉันเลยแอบไปนั่งนวด (นั่งนวดจริง ๆ ค่ะ  ไม่ใช่นอนนวด) แก้เมื่อยประมาณ 40นาที  นาทีละ 1 เหรียญค่ะ  นวดดีเลยทีเดียว  สบายตัวจนตาฉันเกือบจะปิดอยู่แล้ว  ซึ่งก็ดีเหมือนกันขึ้นเครื่อง  ฉันจะได้หลับยาวไปจนถึงแฟรงเฟิร์ตเลย 

จันทร์ที่16 มีนาคม 2552

อากาศที่แฟรงก์เฟิร์ตค่อนข้างเย็นเลยค่ะ  หลังจากเช็คอินอาบน้ำอาบท่าให้สดชื่นขึ้น พี่แก้วก็พาฉันเดินเล่นแถว ๆ ในเมืองย่านช้อปปิ้งใกล้ ๆ กับโรงแรม  ก่อนจะเดินไปทานอาหารเยอรมันร้านเก่าแก่ในold town  ย่านช้อปปิ้ง  ผู้คนคึกคักทีเดียว  คงเพราะอากาศที่ถึงแม้จะค่อนข้างหนาวสำหรับฉัน  แต่คงจะเย็นสบายดีสำหรับชาวเยอรมันเค้า  พอผ่านร้านขายไส้กรอกเยอรมัน  แถมยังเป็น frankfurter  ตรงตามชื่อเมืองอีก  ฉันอดใจไม่ไหวหรอกค่ะ  ต้องขอชิมสักหน่อย  เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง แฟรงก์เฟิร์ต  ร้านค้าที่นี่สวยงามสะอาดตาดูทันสมัยจริง ๆ ดูแล้วช่างเป็นเมืองที่ศิวิไลซ์จริง ๆ   พอถึงตอนนี้ ทำให้ฉันนึกได้ว่า  อ๋อเป็นเพราะเราเพิ่งมาจากบัวโนสไอเรสต่างหาก เมืองแตกต่างกันสิ้นเชิงเลยค่ะ ที่นี่ ตึกรามบ้านช่องเป็นเมืองใหม่ กระจก โครงเหล็กเต็มไปหมด แถมสะอาดสะอ้านมากมาก ลืมบอกไปว่า ไส้กรอกอร่อยจังเลยค่ะ  แหม  ไม่อร่อยคงไม่ได้  ถ้าไส้กรอกที่เยอรมันไม่อร่อยซะแล้ว  จะไปทานที่ไหนอร่อยได้อีก ฉันได้มีโอกาสช้อปปิ้งเสื้อผ้าก็ที่นี่แหละค่ะ  อัดอั้นมานาน บนถนนนี่ร้านค้าเต็มไปหมด ทั้ง Zara, MNG, H&M, Sisley, Bebe  โอ๊ย แทบจะทุกแบรนด์เลยค่ะ กล่าวไม่มีทางหมดแน่  แค่H&M บนถนนเดียว  ก็มี 3ร้าน แทบเรียกว่าจะทุกหัวถนนเลยทีเดียว พอแสงหมด อากาศเย็นขึ้นมาทันที เรารีบเดินไปร้านอาหาร ร้านอาหารของเราอยู่ย่านเมืองเก่า ชื่อร้าน  ไม่น่าเชื่อเลย  เดินตัดจากถนนช้อปปิ้งมา  ก็จะเห็นลานกว้าง พร้อมบ่อน้ำพุเล็กๆ  ล้อมรอบไปด้วยตึกเก่าประมาณหลายร้อยปีที่แล้ว แบบที่สามารถเห็นได้ในยุโรปแทบจะทุกประเทศ  แต่สำหรับฉันแล้ว แทบจะปรับอารมณ์ไม่ทันเลยทีเดียว เพราะเพิ่งเดินผ่านตึกสูง ร้านค้าทันสมัยมายังไม่ทันถึง 5 นาที ร้านอาหารนี้เก่าแก่มากทีเดียวเลยค่ะ  เมนูอาหารมีไม่มากนัก ฉันนึกอยากทานขาหมูเยอรมันขึ้นมา แต่ก็ไม่เห็นมีเลย  เรา 2คนก็ไม่หิวมากนัก  เลยสั่งออเดิรฟ 1จาน  และเมน 1 จาน  แชร์กันเหมือนเคย  ขนมปังที่นี่เสิรฟแปลกจังค่ะ  เสิรฟพร้อมกับซาวด์ครีม  แต่เข้ากั๊นเข้ากัน  อร่อยมาก  ฉันเลยไม่กลัวแล้ว อาหารที่นี่ต้องอร่อยแน่นอน ที่นี่จัดอาหารสวย  และไม่เยอะอย่างที่คิด  ดูมีคลาสมาก  สลัดเสิรฟพร้อมครีมเย็น สดชื่นใช้ได้เลย  จานหลักเป็นเนื้อค่ะ  เสิรฟพร้อมมันบดซึ่งมีชีสคลุมข้างหน้าเหนียวหนึด  อร่อยได้ใจจริง ๆ  ฉันสั่งขนมมาลอง  เป็นช็อคโกแลตกับลูกแพร  จานนี้เฉย ๆ ค่ะ  พี่แก้วติงว่า  ทำไมไม่สั่ง แอปเปิ้ลสตรูเดิ้ลล่ะ  เพราะเป็นขนมขึ้นชื่อของเยอรมันเลย  อ้าว.. แล้วไม่บอกแต่แรก  ฉันเลยสั่งมาชิมดู ก็โอเคนะ แอปเปิ้ลชิ้นโตดี ฉันชอบแป้งพายมากกว่าอร่อยกว่าแอปเปิ้ลอีก  สาวคาร์โบฯก็แบบนี้แหละค่ะ  ไอศกรีมวนิลาที่เสิรฟมาด้วยกันก็อร่อยมาก  รู้สึกถึงรสและกลิ่นของวนิล๊า วนิลา  ฉันสั่งกาแฟปิดท้าย  กาแฟที่นี่  ก็อร่อยไม่แพ้กันเลย ถึงตอนนี้ ท้องฉันแทบจะปริแล้วค่ะ อากาศข้างนอกลดลงเร็วมาก หนาวทีเดียว  เราสองคนคงเดินกลับโรงแรมไม่ไหวแล้ว  ไม่รู้ว่าเพราะอากาศ  หรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นกันแน่  ต้องใช้บริการแท็กซี่แล้วค่ะ 

อังคารที่17 มีนาคม 2552

ทริปนี้แปลกจังเลยค่ะ  ฉันมีอาการเจ็ท แล็กน้อยมาก  ปรับตัวตามเวลาการเดินทางได้ดีเลยทีเดียวตื่นมาวันนี้  ตั้งใจจะทานอาหารไทยส่งท้ายก่อนกลับเมืองไทย  เสียดายจังที่กว่าร้านจะเปิดก็11.30  ซึ่งเราไม่สามารถรอได้  เพราะเที่ยงก็ต้องเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเพื่อไปสนามบิน  จะกลับบ้านแล้วค่ะ  เราเดินไปถ่ายรูปที่แถว ๆร้านอาหารเมื่อคืน กลางวันสวยงามดีค่ะ แต่ร้านอาหารรอบ ๆ ลานนั้นยังไม่มีร้านไหนเปิดเลย  เดินถัดไปอีกถนนก็จะเป็นแม่น้ำ  เราเดินเล่นถ่ายรูปพอหอมปากหอมคอ  แล้วก็เดินกลับมา  ฉันสะดุดร้านค้าอยู่ร้านนึงค่ะ  คือร้าน Maggi  ใช่แล้วค่ะ ซ้อสแม็กกี้ ของเรานี่แหล่ะ  ร้านน่ารักเชียว หน้าร้านติดโปสเตอร์ภาพวาดโฆษณาแม็กกี้แบบโบราณ  เราเข้าไปเดินเล่นในร้าน  มีผลิตภัณฑ์ทุกอย่างเลยค่ะ  ซ็อสเอย, ซุปผงเอย, ทุกอย่างภายใต้แบรนด์แม็กกี้จริง ๆ  ขายอาหารด้วยนะคะ แน่นอนต้องทำจากผลิตภัณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งของแม็กกี้แน่นอน  ในร้าน ขายแม้กระทั่งของที่ระลึก  ฉันซื้อกล่องแสตนเลสตราแม็กกี้มาฝากครูโตค่ะ  ด้วยความที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย  กลับมาถึงเมืองไทย  เล่าให้พี่แดงใหญ่ เพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นศิษย์ครูโตด้วยกัน  เจ้าของร้านดอกไม้ Gardenia ร้านดังที่ เจ อเวนิวฟัง  แกตื่นเต้นใหญ่  ถามฉันว่า  แล้วได้ซื้อซ้อสมาหรือเปล่า  ฉันบอกไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ  รู้สึกตลกเกินไป แหม..ไปซื้อซ้อสสำหรับเหยาะไข่ดาวถึงเยอรมัน  แกเลยเล่าประดับความรู้ให้ฉันฟังว่า  ต้นกำเนิดของซ้อสแม็กกี้อยู่ที่เยอรมันค่ะ แล้วซ้อสที่นั่นก็รสชาติไม่เหมือนที่ขายในเมืองไทยหรอกนะคะ  อร่อยกว่าเยอะมาก  ฉันล่ะเสียดายจริง ๆ เลย  เฮ้อ..ถ้ารู้ก่อนล่ะก็  ไม่พลาดแน่นอน