ฉันได้รับคำชมเชยจากคุณครูทั้งสองเสมอว่า  เป็นนักเรียนที่มาเรียนสม่ำเสมอที่สุดคนหนึ่งค่ะ เพราะว่าถ้าฉันไม่ต้องติดตามสามีเวลาที่ไปต่างประเทศ  หรือมีงานสำคัญ  ฉันจะไม่ยอมขาดเรียนโดยเด็ดขาด  และจะไม่ยอมสายด้วย  เพราะจะทานข้าวกลางวันกับครู  รวมเลยเถิดไปถึงข้าวเย็น  และมื้ออื่น ๆ (ถ้ามี)  ส่วนนักเรียนคนอื่น ๆเค้าก็จะมีเหตุจำเป็นต่างกันไป เช่น ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางทีหน้าที่การงานประจำก็บีบบังคับให้มาไม่ได้บ่อย ๆ  ถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง วันธรรมดาก็เรียนหนังสือหนักอยู่แล้ว  เสาร์-อาทิตย์ก็อาจจะมีกิจกรรมอย่างอื่นแทรกทำให้ไม่อาจมาได้เป็นประจำ ส่วนเด็กโตหน่อยที่มาเรียนแบบมีจุดมุ่งหมายเพราะต้องการไปเรียนต่อด้านศิลปะ  มาทำPortfolio  เพราะฉะนั้น จะเห็นหน้ากันก็แค่ช่วงเวลาเดียว  หลังจากนั้นน้อง ๆ เหล่านี้ก็โบกมือบ๊ายบายไปเรียนต่อเมืองนอกกันเป็นแถว โรงเรียนของฉันมีชื่อเสียงมากค่ะ เรื่องที่ช่วยติวเด็ก ๆ ที่ต้องการไปเรียนต่อด้านศิลปะ  ไม่ว่าจะเป็น Parson NewYork, St. MartinLondon, หรือ ที่อื่น ๆ  ซึ่งฉันไม่เคยรู้จักโรงเรียนด้านนี้มาก่อนเลย  เนื่องจาก ไม่ได้จบมาทางสายศิลปะ 

สาเหตุที่ฉันชอบอยู่กับครูโต  เพราะว่าครูเป็นคนน่ารักค่ะ อยู่ด้วยแล้วมีความสุข  จนใคร ๆ ก็บอกว่าฉันติดครู  ซึ่งฉันก็ยอมรับค่ะ  ครูจะคุยให้ฉันฟังในเรื่องต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์สมัยก่อน โดยเฉพาะ สมัยรัชกาลที่ 5, สังคม, แฟชั่น, งาน,เรื่องตลก, จิปาถะต่าง ๆ รวมถึงเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้า  ซึ่งฉันเคยคิดอย่างคนพุทธแบบมักง่ายค่ะเช่น ไปทำบุญ-ถวายสังฆทานในวันเกิด, ใส่บาตร ถ้าตื่นไหว, ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต,ทำบุญ-ทำทานบ่อย ๆ แล้วจะดี อะไรประมาณนี้ ส่วนการสวดมนต์ การปฏิบัติศีล 5 การนั่งสมาธิ การปฏิบัติตนให้ถึงนิพพาน  สำหรับฉันแล้วดูเป็นเรื่องไกลตัวและยากเกินกว่าจะทำได้ แต่ก็ได้ครูโตนี่แหละค่ะ  ที่พูดให้ฟังและปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่างว่า คุณไม่ต้องเป็นพระเป็นชีก็สามารถทำได้ หลักแนวคิดในการดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท ไม่ทำบาป  และเร่งสร้างแต่บุญกุศลเพื่อเก็บไว้เป็นทุนในชาติต่อๆ ไปจนถึงนิพพาน ขยันขันแข็งในการทำงาน รู้จักเก็บออม ไม่ฟุ้งเฟ้อ มีชีวิตพอเพียง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข และอื่น ๆ เป็นต้น

ที่สำคัญครูโตไม่เบื่อที่จะสอน และมีวิธีพูดให้คนที่เปรียบเสมือนบัวปริ่มน้ำอย่างฉัน  ซึ่งถูกชักจูงไปได้ง่ายกับความสนุกสนานหลงอยู่กับความโกรธ  หรือในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “กิเลส” ให้กลับมาเห็นความสำคัญของหลักธรรม  แบบไม่ต้องสุดกู่ ทำตัวให้ลำบากแปลกแยกจากสังคมเมือง แต่คือ การใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ประมาท  ทำให้ฉันนึกอยากปฏิบัติ ทุกวันนี้ ฉันไม่อาจบอกได้หรอกนะคะ ว่าฉันได้เป็นบัวพ้นน้ำไปแล้ว แต่ฉันสามารถบอกกับตัวเองและคนอื่นได้ว่า  กำลังพยายามและจะไม่หยุดพยายามค่ะ  

 

ฉันแต่งงานมา 3 ปีกว่าแล้วค่ะ  มาเรียนที่โรงเรียนนี้ก็พอ ๆ กัน เพราะเป็นความตั้งใจหนึ่งหลังจากแต่งงานที่ว่าจะหางานอดิเรกทำ  ซึ่งก็คือเรียนวาดรูป  สมัยก่อนแต่งงาน ฉันช่วยธุรกิจที่บ้านคือ ธุรกิจโรงแรมค่ะ  อยู่ที่พัทยา  ถ้ามีเวลาว่างก็วาดรูปอยู่บ้างเหมือนกัน แต่วาดไปตามใจอยากวาด ไม่ได้รู้ทฤษฎีหรือเป็นจริงเป็นจังอะไร 

มีเพื่อน ๆ หลายคนถามว่า จบคอร์สหรือยัง  เรียนมาก็นานแล้ว  รูปวาดก็เยอะ  ติดบ้านไปเรื่อย จนไม่มีผนังจะแขวนรูปแล้ว  ฉันได้แต่หัวเราะ  บอกว่ายังไม่จบหรอกจ้า  กะจะเรียนไปเรื่อย ๆ จนกว่าคุณครูจะไล่ออก ก็จริงนี่คะ  เพราะว่าฉันไม่เคยคิดจะวาดรูปเดิม  อยากวาดอะไรใหม่ ๆ ไปเรื่อยเปื่อย  แต่ละรูปก็ใช้เทคนิคแตกต่างกัน  ถึงรูปเดียวกันก็เถอะ  ถ้าวาดโดยคนละคน คนละความคิด คนละอารมณ์คนละแนวทาง  แต่ละรูปก็จะออกมาไม่เหมือนกันเลย  นอกจากนี้สำหรับฉันแล้วมีอะไรนอกเหนือจากนั้นอีก ตอนแต่งงานใหม่ ๆ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ เป็นการถาวร  ยังไม่มีงานประจำ  เพราะไม่รู่้ว่าจะทำอะไรดี  งานของสามีก็ต้องเดินทางบ่อย ๆ  ถ้าฉันไปสมัครทำงานที่ไหน  แล้วต้องลาเค้าบ่อย ๆ คงไม่ดีแน่  หรือถ้าเปิดบริษัทของตัวเอง  แต่ไม่ดูแล  บริษัทคงไม่เจริญก้าวหน้าแน่นอน  ก็คิด ๆ ไว้ว่าคงเป็นแม่บ้านอย่างเดียว  (ส่วนธุรกิจที่บ้าน  ที่ช่วยดูบัญชี ตอบเมล์รับจองห้อง  ถือว่าเป็นงานเล็กน้อย  ไม่นับแล้วกันนะคะ)  ส่วนจะหาอะไรทำนั้น  ก็แล้วแต่สถานการณ์ก็แล้วกัน  ด้วยสามีเป็นคนขยัน  ชอบทำงาน  วันธรรมดากว่าจะกลับบ้านก็ค่อนข้างดึก ฉันต้องหาวิถีที่จะอยู่ให้ได้โดยมีความสุข  ไม่เป็นภรรยาจอมวีน  

ฉันยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานเลยว่า  เพราะ ครูโต ม.ล.จิราธร จิรประวัติของฉันคนนี้นี่แหละ ที่ทำให้ชีวิตหลังแต่งงานของฉัน ซึ่งฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไงนั้น  ราบรื่น มีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้  ครูโตเข้าใจชีวิตประจำวันของฉันดี  ช่วงวันธรรมดาอื่น ๆ ที่ฉันไม่ได้เรียนวาดรูป  ครูโตก็อนุญาตให้ฉันไปหา  พาฉันไปที่ต่าง ๆ ที่ครูได้รับเชิญบ้างหรือที่บ้านบ้าง  คอยช่วยงานครูเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น จัดดอกไม้ ถ่ายรูปอาหารลงหนังสือ  ทำให้ฉันไม่เหงา แถมได้กำไรชีวิต เรียนรู้งานด้านต่าง ๆ ที่ไม่เคยได้รุ้จักมาก่อน  นอกจากนี้  เราก็จะไปทานอาหาร ขนมอร่อย ๆ กัน  วันละหลาย ๆ มื้อ ระหว่างนั้น ก็ได้พูดคุยกัน ครูสอนฉันและน้อง ๆ ที่มาด้วยกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องธรรมะ งาน การตลาด แฟชั่น สังคม ความรัก ครูเป็นศิราณีให้กับน้องบางคนที่ยังโสด  และมีปัญหาเรื่องความรัก  ส่วนสำหรับฉันก็เป็นเรื่องศิลปะการครองเรือนค่ะ  เพราะว่าแต่งงานแล้ว  เรื่องความใจร้อน ขี้น้อยใจของฉันซึ่งฉันไม่ทำกับใครนอกจากกับคนใกล้ชิด  อันได้แก่ สามีของฉันนั่นเอง  ครูโตก็จะคอยเตือนทำให้ฉันเย็นลง ได้ข้อคิด มุมมองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มองแต่จากมุมตัวเองในขณะที่กำลังงอนอยู่จนกลายเป็นแง่ลบไปซะ  ซึ่งจริง ๆ แล้ว ฉันก็รู้แหละค่ะ  แต่แหม!  บางทีมันก็อดงอนไม่ได้นี่นา  “พี่แก้วจ๋า รู้แล้วก็ยอม ๆ กุ๊กหน่อยนะคะ”  

เที่ยวรอบโลก

posted on 15 Dec 2009 07:38 by pornpatr in 3

 


             ทริปนี้เป็นการเดินทางรอบโลกค่ะ  ฟังว่า เที่ยวรอบโลก  เป็นใครก็คงร้อง  โอ้โห อะไรมันจะขนาดนั้น  แต่จริง ๆ แล้ว  เหตุผลหลักของเราก็คือต้องการประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน อันนี้เป็นความรู้ใหม่สำหรับฉันเลย ถ้าเรามีความจำเป็นต้องเดินทางไปหลาย ๆ ที่  วิธีที่ประหยัดที่สุด ก็คือ การบินรอบโลก  เพราะทุกสายการบินมีการรวมกลุ่มกัน เช่นสตาร์อะไลแอนซ์  (Star Alliances)ประกอบด้วย การบินไทย, United Airlines, ANA, Lufthansa,  และอื่น ๆ  หรือ วันเวิร์ลด (One World) ประกอบด้วย Northwest, Qantas,British Airways,  และอื่น ๆ  การรวมกลุ่มกันของสายการบิน สามารถทำให้เราเลือกเดินทางไปในแต่ละเมืองได้ทั่วโลกโดยประหยัดค่าตั๋วเครื่องบินได้มาก  และสามารถสะสมไมล์ได้อีกค่ะ ข้อจำกัดของการเลือกเดินทางแบบนี้ก็คือ  คุณต้องเดินทางไม่น้อยกว่า 10 วัน  แวะพักค้างคืนไม่น้อยกว่า 3 ที่แต่ไม่เกิน 15 ที่  จำนวนไมล์เดินทางทั้งหมดไม่เกิน 29,000ไมล์ และไม่ย้อนกลับไปยังจุดเดิม (โดยแต่ละกลุ่มสายการบิน ก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันออกไปอย่างละนิดอย่างละหน่อย  ลองสอบถามรายละเอียดดูอีกทีนะคะ)  อีกเหตุผลหนึ่งที่รองลงมาก็คือ  ประหยัดเวลาในการบิน การบินไปในทิศทางที่โลกหมุนรอบตัวเอง  (หันหน้าเข้าประเทศไทยแล้วบินไปทางขวา)  จะทำให้